ปวีณา พาครอบครัวเหยื่อ ตร.เมาแล้วขับ ต้องพิการตลอดชีวิต สูญเสียแฟน-ภรรยา ร้องขอความเป็นธรรม ผู้การอยุธยา

ตร.เมาแล้วขับ แจงผู้เสียหายหลังไม่ไปร่วมงานศพ กราบขอโทษทำให้พิการตลอดชีวิต สูญเสียแฟน-ภรรยา ยัน รับผิดชอบ
จากกรณีอุบัติเหตุ ที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 เวลา 04.30 น. รถกระบะ ที่ ร.ต.ต.อัฑกร วังสะนา อายุ 53 ปี รอง สวป.สภ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นคนขับ ชนกับรถจยย. 3 คัน มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 2 ราย บนถนนเลียบคลองระพีพัฒน์ ต.พยอม อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา
โดยรถจยย.ทั้ง 3 คัน ได้ขับขี่ตามกันมาในเส้นทาง คันแรกเป็นรถของ น.ส.วารุณี ได้รับบาดเจ็บสาหัส, คันที่สองเป็นของ นายภูษิต งาตา อายุ 19 ปี (แฟนของ น.ส.วารุณี) ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตที่โรงพยาบาล และคันที่สามเป็นของ 2 สามีภรรยาคือ นายณัฐวุฒิ อยู่ปราง อายุ 33 ปี และน.ส.วันเพ็ญ แจ้งสว่าง อายุ 35 ปี ซึ่ง นายณัฐวุฒิ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วน น.ส.วันเพ็ญ เสียชีวิตคาที่ ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว
(25 ส.ค. 66) ล่าสุด เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาหงสกุล เพื่อเด็กและสตรี ได้พา น.ส.วารุณี ม่วงละออ อายุ 22 ปี สภาพร่างกายถูกตัดขาขวาเป็นคนพิการ และแขนขาหักต้องผ่าตัดดามเหล็กไว้ และ นายณัฐวุฒิ อยู่ปราง อายุ 33 ปี สภาพกระดูกหักทั่วร่าง ทั้งต้นคอ กราม ซี่โครง แขนขวา ขาขวาหัก ต้องใส่เกราะพยุงตัว ปลอกดามคอ เพื่อร้องเรียนขอความเป็นธรรมกับ พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องช่วยกันยกรถวีแชร์และอุ้มขึ้นไปที่ห้องประชุม กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
นางปวีณา กล่าวว่า ทางมูลนิธิฯได้รับการร้องเรียนจากครอบครัวของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ที่เกิดจากอุบัติเหตุ ที่ ร.ต.ต.อัฑกร วังสะนา อายุ 53 ปี รอง สวป.สภ.วังน้อย ผู้ก่อเหตุ ไม่เคยมาเหลียวแลให้การช่วยเหลือหรือเยียวยาบรรเทาทุกข์เหยื่อทั้งสองแต่อย่างใด อ้างไปบวชเป็นพระแต่กลับไม่เห็นใจปล่อยผู้เสียหายและครอบครัวต้องทนทุกข์ เหยื่อทั้งสองครอบครัวยากจนลำบากขาดรายได้เพราะทำงานไม่ได้ มีค่าใช้จ่ายต้องเดินทางเข้า-ออกโรงพยาบาล และค่าส่วนเกินในการรักษา ต้องเดือดร้อนไปกู้หนี้ยืมสินคนอื่นเพื่อมาใช้จ่าย
.
นางปวีณา กล่าวต่อว่า เห็นใจครอบครัวที่ประสบอุบัติเหตุอย่างยิ่งรายแรก นอกจากตนเองจะต้องสูญเสียอวัยวะสำคัญโดยถูกตัดขา 1 ข้าง ไม่สามารถทำงานได้แล้ว แฟนที่ทำงานบริษัทเดียวกันก็ ยังมาเสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้อีกด้วย ขณะนี้น้องยังไม่สามารถไปทำงานได้ เพราะยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พี่สาวต้องเข้ามาช่วยดูแล ต้องกู้หนี้ยืมสิน มีค่าใช้จ่ายสูง เข้า-ออกรพ.ตลอด ส่วนรายที่ 2 นอกจากประสบอุบัติเหตุอาการสาหัสแล้ว ยังต้องมาสูญเสียภรรยาทำให้ลูกสาวอายุ 9 ขวบกำพร้าแม่ เขาก็ดูแลลูกไม่ไหว ยังเดินแทบไม่ได้ พ่อแม่ต้องเข้าช่วยดูแลตัวเขาและลูก ทุกวันนี้ลำบากมากทั้งร่างกายและจิตใจย่ำแย่
วันนี้ได้นัดหมาย พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา เพื่อพาผู้เสียหายเข้าพบ ติดตามคดีให้ ผู้เสียหายได้รับความเป็นธรรม ได้รับการเยียวยาทั้งร่างกายจิตใจ และเยียวยาเงินช่วยเหลือเบื้องต้น เพื่อให้เขาได้มีชีวิตอยู่รอดได้ มีกำลังใจที่จะฟันฝ่าอุปสรรคต่อสู้ชีวิต โดยมูลนิธิปวีณาฯ จะติดตามทั้งคดีและหาแนวทางช่วยเหลือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ในส่วนกรณีเงินเยียวยาผู้เสียหายทางคดี หลังผู้เสียหายทั้ง 2 ราย เข้าร้องทุกข์ต่อนางปวีณา เมื่อวันที่ 21 ส.ค.66 นางปวีณา ได้ประสาน นางสาวจิฬาภรณ์ ตามชู กฤษณสุวรรณ ผู้อำนวยการ สำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ (สชง.กคส.) รายงานว่า ได้ติดตามความคืบหน้าไปยังสำนักงานยุติธรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้รับคำร้องไว้แล้ว
รายที่ 1. น.ส.วารุณี ม่วงละออ อายุ 22 ปี ขาดเอกสาร ประกอบเรื่องความพิการ ซึ่งได้ยื่นเพิ่มเติมแล้ววันที่ 17 ส.ค.66 รายที่ 2. นายณัฐวุฒิ อยู่ปราง อายุ 33 ปี ยังขาดเอกสารใบรับรองแพทย์ และใบชันสูตรบาดแผล หากได้รับครบแล้วจะนำเข้าที่ประชุมพิจารณาช่วยเหลือในวันที่ 15 ก.ย.66 ทั้งสองราย
ขณะที่ผู้เสียชีวิตอีก 2 ราย จากเหตุการณ์เดียวกัน ได้แก่ 1. น.ส.วันเพ็ญ แจ้งสว่าง อายุ 35 ปี (ภรรยานายณัฐวุฒิ) 2. นายภูษิต งาตา อายุ 18 ปี (แฟนน.ส.วารุณี) ได้มีการอนุมัติเงินช่วยเหลือ 55,000 บาท อยู่ระหว่างการของบกลางมาสมทบ หากงบประมาณมาถึงจะเร่งดำเนินการเบิกจ่ายให้ญาติโดยเร็ว
น.ส.วารุณี กล่าวว่า หนูเคยมีชีวิตที่ปกติเหมือนคนอื่น แต่วันนี้มาถูกตัดขาเพราะถูกรอง สวป. เมาขับรถมาชนจนต้องกลายเป็นคนพิการ ยังไม่รู้จะใช้ชีวิตต่อไปยังไง ตอนนี้มีพี่สาวคอยดูแลซึ่งก็ยากจนต้องไปกู้เงินเพื่อมาเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาดูแลหนู อยากให้ผู้ก่อเหตุเห็นใจและมาดูแลเยียวยากันบ้าง ตั้งแต่หลังเกิดเหตุทางเจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมเงินมาช่วยเหลือครั้งเดียว 3 หมื่นบาท ในส่วนผู้ก่อเหตุไม่เคยมาเลย
ด้านนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนต้องสูญเสียภรรยาไปจากเหตุการณ์นี้ ลูกสาว 9 ขวบต้องกำพร้าแม่ ขณะที่ตนเองก็มาอยู่ในสภาพนี้ หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจรวบรวมเงินมาช่วยเหลือ 2 หมื่นบาท ส่วน รอง สวป. ไม่เคยมาเลย แม้แต่งานศพของภรรยาตนที่เสียชีวิตเขาก็ไม่มา อ้างว่ากลัวจะถูกประชาทัณฑ์ ซึ่งถ้ามาคงไม่มีใครไปทำอะไรเขาเพราะเขาเป็นตำรวจ และเหตุมันเกิดขึ้นแล้ว แต่เขาก็ไม่เคยมาเหลียวแลรับผิดชอบกับการกระทำเลย
พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า นับตั้งแต่วันเกิดเหตุตนได้กำชับผู้กำกับของสภ. วังน้อยให้ดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเกิดความสูญเสียต่อร่างกายและทรัพย์สิน โดยเฉพาะผู้เสียชีวิตยากที่จะเยียวยาได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เป็นผู้ก่อเหตุ ถือว่าเป็นการกระทำความผิด ต้องรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะมาอ้างไม่มีเงินที่จะมาช่วยเหลือดูแลคนเจ็บและผู้เสียชีวิตไม่ได้ ต้องรับผิดชอบในส่วนที่ตนเองได้ทำไปให้มากที่สุด ในส่วนของคดีขนาดนี้พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานครบถ้วนแล้วส่งให้อัยการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาตรวจสำนวนเพื่อเตรียมฟ้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พล.ต.ต.ชยานนท์ กล่าวย้ำ
พร้อมกับได้มอบเงินจำนวนหนึ่งช่วยเหลือครอบครัวของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต
ด้าน ร.ต.ต.อัฑกร วังสะนา อายุ 53 ปี รอง สวป.สภ.วังน้อย กล่าวว่า ในส่วนที่ตนเองไม่ได้ไปเคารพกราบขอขมาศพหรือไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บน้อย เพราะในช่วงของการเกิดเหตุตนเองยังมีความกลัวว่าถ้าไปพบแล้วอาจจะถูกทางกลุ่มญาติของผู้เสียชีวิตทำร้ายร่างกายด้วยความโกรธ ส่วนสาเหตุที่ไปบวชเพราะต้องการอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิต วันนี้ถือได้ว่าเป็นการที่ได้พบกันอย่างใกล้ชิดไม่มีความตรึงเครียดตนเองจขอแสดง ความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องกราบขอโทษครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บที่ต้องสูญเสียอวัยวะสูญเสียโอกาสในการประกอบอาชีพ ต่อไปนี้ตนเองจะไปเยี่ยมเยียน ครอบครัวของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต
ส่วนการเยียวยาหลังจากนี้ตนเองจะนำเอาทรัพย์สินของตนเอง มีอยู่ไปขายเพื่อนำเงินไปเยียวยาช่วยเหลือครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้น ร.ต.ต.อัฑกร ได้ลุกขึ้นเดินไปกราบขอโทษครอบครัวของผู้บาดเจ็บและครอบครัวของผู้เสียชีวิตหลังจากที่ไม่เคยได้มีโอกาสได้พูดคุยกันแบบใกล้ชิด




