“กาลเทศะบนเวทีโลก” เมื่อถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก ไม่ควรกลายเป็นเวทีของใครคนอื่น

“กาลเทศะบนเวทีโลก” เมื่อถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก ไม่ควรกลายเป็นเวทีของใครคนอื่น
“กาลเทศะบนเวทีโลก” เมื่อถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลก ไม่ควรกลายเป็นเวทีของใครคนอื่น
.
เสียงนกหวีดสุดท้ายดังขึ้น...
นักฟุตบอลบางคนทรุดตัวลงกับพื้น บางคนกอดเพื่อนร่วมทีมทั้งน้ำตา บางคนมองขึ้นไปบนอัฒจันทร์เพื่อหาครอบครัวที่เฝ้ารออยู่ พวกเขาใช้เวลาทั้งชีวิต ไล่ตามช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีบนโพเดียมรับถ้วยแชมป์โลก
แต่ทุกครั้งที่ฟุตบอลโลกจบลง นอกจากการพูดถึงแชมป์ ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่มักถูกวิพากษ์วิจารณ์อยู่เสมอ
นั่นคือ บุคคลที่ไม่ใช่นักกีฬา
แต่กลับกลายเป็นจุดสนใจบนเวทีแห่งชัยชนะ
ไม่ว่าจะเป็นคนดัง ผู้มีอำนาจ หรือผู้นำประเทศ เมื่อภาพบนเวทีดูเหมือนเปลี่ยนจาก "การเฉลิมฉลองผู้ชนะ" ไปเป็น "การสร้างภาพของผู้ร่วมพิธี" ความรู้สึกขัดตาของผู้ชมก็มักเกิดขึ้นทันที
คำถามที่น่าสนใจกว่า "ใครทำถูกหรือผิด"
คือทำไมภาพแบบนี้จึงทำให้ผู้คนรู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาด ทั้งที่ไม่มีใครทำผิดกติกาการแข่งขันเลย
คำตอบอาจอยู่ในคำง่าย ๆ ที่เราได้ยินมาตั้งแต่เด็กคือคำว่า “กาลเทศะ”
.
<เวทีทุกเวที มีเจ้าของ>
นักสังคมวิทยาชาวแคนาดา “เออร์วิง กอฟฟ์แมน” (Erving Goffman) เสนอแนวคิดที่เรียกว่า Dramaturgy หรือ "การละครทางสังคม" เขาเปรียบชีวิตมนุษย์เหมือนการแสดงละคร ทุกคนต่างสวมบทบาทของตัวเอง มีทั้ง Front Stage หรือ "หน้าฉาก" ที่ผู้คนมองเห็น และ Back Stage หรือ "หลังฉาก" ที่ผู้คนเตรียมตัว สนับสนุน และทำงานโดยไม่อยู่ในสายตาสาธารณะ
สิ่งสำคัญของทฤษฎีนี้ไม่ใช่การแสดง แต่คือ การรู้ว่าบทบาทของเราอยู่ตรงไหน
ในพิธีรับปริญญา Front Stage เป็นของบัณฑิต
ในงานแต่งงาน Front Stage เป็นของเจ้าบ่าวเจ้าสาว
ในพิธีมอบรางวัลออสการ์ Front Stage เป็นของผู้ชนะ
และในพิธีชูถ้วยฟุตบอลโลก Front Stage ย่อมเป็นของนักฟุตบอลและทีมงานที่แลกช่วงเวลานั้นมาด้วยหยาดเหงื่อ น้ำตา และเวลาหลายสิบปีของชีวิต
ส่วนผู้จัดงาน เจ้าภาพ ผู้บริหาร หรือผู้นำประเทศ มีบทบาทที่สำคัญไม่แพ้กัน
แต่เป็นบทบาทของ ผู้ส่งมอบเกียรติ ไม่ใช่ ผู้รับเกียรตินั้น
เมื่อเส้นแบ่งของบทบาทพร่าเลือน ผู้ชมจึงรู้สึกทันทีว่ามีบางอย่าง "ผิดที่ผิดทาง"
.
<ทำไมคนเราถึงอยากอยู่ในทุกเฟรม>
แน่นอน เราไม่อาจรู้แรงจูงใจของบุคคลใดจากเหตุการณ์เพียงครั้งเดียว
แต่ในทางจิตวิทยา มีปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “Spotlight Effect” คือแนวโน้มที่มนุษย์มักรู้สึกว่าผู้คนกำลังจับตามองตัวเองมากกว่าความเป็นจริง จึงให้ความสำคัญกับการ "อยู่ในภาพ" หรือ "มีส่วนร่วม" ในทุกช่วงเวลาสำคัญ
ขณะเดียวกัน ยุคของโซเชียลมีเดียได้ผลักดันให้โลกเข้าสู่สิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า Attention Economy หรือ "เศรษฐกิจแห่งความสนใจ" ความสนใจของผู้คนกลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า ทุกภาพ ทุกคลิป ทุกเฟรม สามารถกลายเป็นเครื่องมือสร้างอิทธิพลทางการเมือง ทางธุรกิจ หรือทางสังคมได้
แต่ยิ่งโลกแข่งขันกันเพื่อแย่งความสนใจมากเท่าไร ความสามารถในการ "รู้ว่าเมื่อไรไม่ควรเป็นจุดสนใจ" ก็ยิ่งกลายเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยาก
.
<“กาลเทศะ” คุณธรรมที่เก่าแก่ แต่ไม่เคยล้าสมัย>
หากมองในมุมปรัชญาตะวันออก แนวคิดของ ขงจื๊อ ว่าด้วย "หลี่" (禮) ไม่ได้หมายถึงเพียงพิธีรีตองหรือมารยาท แต่หมายถึงการประพฤติตนให้เหมาะสมกับ บทบาท เวลา และสถานการณ์
ผู้นำที่ดี ไม่ใช่ผู้นำที่ต้องอยู่กลางเวทีทุกครั้ง
แต่คือผู้นำที่รู้ว่า เมื่อไรควรก้าวออกไปนำ
และเมื่อไรควรถอยออกมาเพื่อให้เกียรติผู้อื่น
ความสง่างามของภาวะผู้นำ จึงไม่ได้อยู่ที่การมีตัวตนในทุกภาพประวัติศาสตร์ แต่อยู่ที่การทำให้ภาพประวัติศาสตร์นั้นเป็นของผู้ที่สมควรได้รับอย่างแท้จริง
เรื่องเดียวกันนี้เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันมากกว่าที่เราคิด
หัวหน้าที่รีบรับเครดิตแทนลูกทีม
ผู้บริหารที่กล่าวสุนทรพจน์ยืดยาวในวันที่ควรปล่อยให้ทีมงานเป็นพระเอก
ผู้ปกครองที่ตอบคำถามแทนลูกทุกครั้ง
หรือแม้แต่คนที่พยายามเดินเข้าไปอยู่กลางรูปหมู่ในทุกโอกาส
ทั้งหมดอาจไม่ได้เกิดจากเจตนาร้าย หากแต่สะท้อนการไม่ตระหนักว่า ช่วงเวลานั้นเป็นของใคร
และบางครั้ง การก้าวถอยเพียงหนึ่งก้าว อาจทำให้คนที่อยู่ข้างหน้าส่องประกายได้อย่างเต็มที่
.
<“Personal Branding” ที่ดีที่สุด อาจเริ่มจากการรู้จักถอย>
หลายคนเข้าใจว่า การสร้าง Personal Branding
คือการทำให้ผู้คนเห็นเรามากที่สุด
แต่ในความเป็นจริง แบรนด์ที่ทรงพลังที่สุด มักสร้างจาก ความน่าเชื่อถือ มากกว่าความถี่ในการปรากฏตัว
ผู้นำที่ได้รับความเคารพ
ไม่ใช่เพราะเขาอยู่ในทุกเฟรมของชัยชนะ
แต่เพราะผู้คนเชื่อว่า ในวันที่ทีมแพ้ เขาจะเป็นคนแรกที่ออกมายืนรับผิดชอบ และในวันที่ทีมชนะ
เขาจะเป็นคนแรกที่ก้าวถอย
เพื่อส่งสปอตไลต์ให้กับผู้ลงมือทำ
นั่นต่างหาก คือภาวะผู้นำที่แท้จริง
.
<ถ้วยแชมป์ ไม่ใช่แค่ถ้วย>
ฟุตบอลโลกไม่ได้มอบเพียงถ้วยรางวัล
แต่คือการมอบ "ความหมาย"
มันคือรางวัลของเด็กคนหนึ่งที่เคยซ้อมฟุตบอลในสนามดิน
ของครอบครัวที่เสียสละ
ของโค้ช เพื่อนร่วมทีม และหยาดเหงื่อที่สะสมมาทั้งชีวิต
ช่วงเวลาไม่กี่นาทีบนโพเดียม จึงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครควรแย่งไป ไม่ว่าจะด้วยเจตนาใดก็ตาม
เพราะสุดท้ายแล้ว
เสน่ห์ของคนเรา
อาจไม่ได้วัดกันที่ว่าได้ยืนอยู่กลางเวทีบ่อยแค่ไหน
แต่วัดกันที่ว่า เรารู้หรือไม่ว่า เมื่อไร เวทีนั้นควรเป็นของคนอื่น
.
เรียบเรียงโดย
ธนรัชต์ คูสมบัติ




