ไข้เลือดออก ภัยใกล้ตัว น่ากลัวกว่าที่คิด

หน้าฝนแบบนี้อย่าชะล่าใจ ระวัง “ไข้เลือดออก” ให้ดี ปีนี้คนไทยป่วยแล้วเกือบ 4 หมื่นคน - ทำความรู้จักโรคไข้เลือดออก ภัยร้ายใกล้ตัวเราทุกคน
ในช่วงหน้าฝนของทุกปีจะมีโรคที่ควรระวังคือ “ไข้เลือดออก” ที่เกิดจากยุงลายเป็นพาหะนำโรค ซึ่งสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้อันตรายถึงแก่ชีวิต ในแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตจากไข้เลือดออกเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันมีผู้ป่วยสะสมในปี 2567 มากถึง 39,216 รายและเสียชีวิตกว่า 39 ราย ดังนั้นเราควรให้รู้เท่าทันเพื่อหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้กับตัวเราและคนรอบข้าง
ไข้เลือดออกคือ?
โรคไข้เลือดออก (Dengue Fever) มี 4 สายพันธุ์ ได้แก่ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4 เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue Virus) โดยมียุงลายตัวเมียเป็นพาหะนำโรค เมื่อโดนยุงกัดมีเชื้อไวรัสในกระแสเลือดจะฟักตัวภายใน 8 – 12 วัน หากติดเชื้อจะทำให้สามารถป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกได้ภายใน 3 – 15 วัน

ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกที่เคยได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใดจะมีภูมิคุ้มกันเฉพาะสายพันธุ์นั้น หากได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์ที่ต่างออกไปจากครั้งแรกก็สามารถเป็นไข้เลือดออกได้อีก ซึ่งสามารถเป็นซ้ำได้ถึง 4 ครั้ง เมื่อเป็นไข้เลือดออกครั้งแรกแล้วจะมีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์นั้นเท่านั้น แต่อีก 3 สายพันธุ์ยังมีโอกาสที่จะเป็นได้ ถึงแม้จะมีภูมิคุ้มกันก็ยังมีโอกาสเป็นไข้เลือดออกจากสายพันธุ์เดิมได้ เพียงแต่อาการและความรุนแรงจะลดลง แต่หากเป็นไข้เลือดออกซ้ำจากเชื้อไวรัสเดงกีสายพันธุ์ใหม่อาการและความรุนแรงจะเพิ่มขึ้น ซึ่งอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้
ในแต่ละปีพบว่ามีการกระจายของเชื้อทั้ง 4 สายพันธุ์หมุนเวียนกัน และมีเชื้อที่เด่นแตกต่างกันไปในแต่ละปี ทำให้มีการระบาดของโรคมาโดยตลอด เนื่องจากประชาชนไม่มีภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัสสายพันธุ์นั้นๆ

อาการ
อาการของผู้ที่ติดเชื้อไวรัสเดงกีนั้น แบ่งเป็น 2 ชนิดตามความรุนแรง คือ
- ไข้เดงกี : อาการที่พบได้แก่ ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดเมื่อยตามตัว ปวดข้อหรือกระดูก มีผื่นขึ้นคล้ายผื่นของโรคหัด และอาจมีภาวะเลือดออกหรือไม่มีก็ได้
- ไข้เลือดออก : อาการที่พบจะคล้ายกับโรคไข้เดงกี และมีอาการอื่นๆ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของโรค คือ มีไข้สูงเฉียบพลันเกิน 38 องศาเซลเซียสประมาณ 2-7 วัน มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร หน้าแดง อาจพบจ้ำเลือดหรือจุดเลือดออกสีแดงเล็กๆตามผิวหนัง หรือมีเลือดออกบริเวณอื่น ปวดท้องอย่างรุนแรง กดเจ็บชายโครงด้านขวา ในรายที่มีอาการรุนแรงมาก หลังจากมีไข้มาแล้วหลายวันผู้ป่วยอาจเกิดภาวะการไหลเวียนโลหิตล้มเหลวหรือภาวะช็อกได้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีภาวะช็อก หลังจากมีไข้สูง 2-7 วัน ผู้ป่วยจะเริ่มอาการดีขึ้น และจะหายได้เองภายใน 1 สัปดาห์
แนวทางการรักษา
ปัจจุบันยังไม่มียาต้านเชื้อไวรัสสำหรับโรคไข้เลือดออก ในการรักษาจึงจะต้องเป็นไปตามอาการเพื่อเป็นการประคับประคองให้ร่างกายของผู้ป่วยกลับเข้าสู่ภาวะปกติให้เร็วที่สุด หากอาการไม่รุนแรง โรคไข้เลือดออกอาจหายได้เองภายใน 2-7 วัน
การดูแลอาการเบื้องต้น ควรดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำเกลือแร่เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ จากนั้นเช็ดตัวด้วยน้ำอุ่นเพื่อลดไข้เป็นระยะๆ รับประทานอาหารที่มีรสชาติอ่อนๆ งดอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีสีคล้ายเลือดเพื่อไม่ให้การวินิจฉัยคลาดเคลื่อน สามารถทานยาลดไข้ได้ เช่นยาพาราเซทตามอล แต่อยู่ในปริมาณที่แพทย์สั่งเท่านั้น ห้ามรับประทานยาแอสไพรินและยากลุ่ม NSAID เด็ดขาดเพราะอาจทำให้เลือดออกง่ายมากขึ้น หากผู้ป่วยมีอาการอาเจียนมาก ปวดท้องมาก ไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว ตัวเย็นผิดปกติ ไม่ปัสสาวะนานกว่า 6 ชั่วโมง ควรรีบพบแพทย์ให้เร็วที่สุด

วิธีป้องกัน
- โรคไข้เลือดออกสามารถป้องกันได้ดังนี้
- ป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด โดยสวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดมิดชิด ทาครีมป้องกันยุง ใช้สารไล่ยุงชนิดต่างๆ
- ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายบริเวณบ้านและพื้นที่รอบๆ ด้วยการคว่ำหรือปิดฝาภาชนะที่มีน้ำขัง เปลี่ยนน้ำในภาชนะที่ปิดไม่ได้ เช่น แจกัน ทุกสัปดาห์ ปล่อยปลากินลูกน้ำในอ่างบัว ดูแลสภาพแวดล้อมบริเวณบ้านให้สะอาดเพื่อไม่ให้มีน้ำขังได้
- ผู้ป่วยที่เคยมีประวัติเป็นไข้เลือดออกมาแล้ว ช่วงอายุ 9-45 ปี ควรพิจารณาการฉีดวัคซีนเพื่อเป็นการป้องกันไข้เลือดออกจากสายพันธุ์อื่น
ที่มา BANGKOKHOSPITAL, Bumrungrad International Hospital, กรมควบคุมโรค




