อานนท์ ทนายความเปื้อนฝุ่น 'นักสู้ 2 สถานะ'

"นิติสงคราม หยุดด้วยหลักนิติธรรม นิรโทษกรรม”
รายงานพิเศษ : 'สิทธิประกันตัวไม่ทั่วถึง' เมื่อประชาชนธรรมดากลายเป็นผู้ต้องหาคดี ม.112
รายงานพิเศษ : “นิติสงคราม หยุด!! ด้วยหลักนิติธรรม และนิรโทษกรรม”
นิติสงคราม (Lawfare) คือ การใช้กฎหมายเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้าม ที่ปรากฎในรูปแบบการดำเนินคดีเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามอ่อนแอ สูญเสียการสนับสนุนจากสาธารณชน และหมดพลังอำนาจในการต่อต้าน
นิติสงครามเริ่มปรากฎเด่นชัดมากขึ้นในปี 2566 หลังจากการเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผ่านมา และนักกิจกรรมทางการเมืองทยอยถูกดำเนินคดีจากการชุมนุม โดยกรณีล่าสุด อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมทางการเมือง ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 4 ปี ปรับ 20,000 บาท โดยไม่ให้รอลงอาญาจากความผิดในมาตรา 112 และฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จากเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2563
การไม่ให้สิทธิประกันตัวทั้งที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของจำเลยที่ต้องควรสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าคดีจะถึงที่สุด และการไม่ให้ประกันตัวนั้นอาจจะขัดกับข้อบังคับประธานศาลฎีกา พ.ศ.2565 ในข้อ 24 ระบุว่า
“กรณีที่ศาลชั้นต้นหรือศาลชั้นอุทธรณ์ มีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 5 ปี ไม่ว่าจะเป็นคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือคดีที่ต้องขออนุญาตฎีกาก็ตาม หากจำเลยไม่เคยถูกคุมขังมาก่อนหรือได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ และไม่มีพฤติการณ์จะหลบหนีหรือก่อภัยอันตราย ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาสั่งอนุญาตปล่อยชั่วคราว โดยใช้วิธีการอย่างเดียวกับการปล่อยชั่วคราในระหว่างพิจารณาหรือจะใช้เงื่อนไขมาตรการที่เข้มงวดเพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องส่งให้ศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกาสั่ง”
นายธีรพันธุ์ พันธุ์คีรี ทนายความของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษชน และเพื่อนสนิทของอานนท์ตั้งคำถามว่า หากยึดตามข้อบังคับนี้ทำไม อานนท์ ถึงไม่ได้รับสิทธิการประกันตัว อานนท์ไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือไม่
“อานนท์ไม่ได้รับความเป็นธรรม ในส่วนนี้ เพราะว่าโดยหลักการแล้ว การจะให้หรือไม่ให้ปล่อยตัวชั่วคราว ต้องให้ประกันเป็นหลัก จะไม่ให้ก็ต้องมีเหตุตามข้อกฎหมายที่ยกเว้นเท่านั้น เหตุที่จะไม่ให้ประกันเช่น กรณีมีพฤตการณ์จะหลบหนี ยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน หรือไม่ก่อเหตุอื่น ซึ่งศาลต้องพิจารณาตรงนี้ โดยที่ผ่านมา อานนท์ไม่ได้มีพฤติการณ์ที่จะหลบหนี เช่นล่าสุด เขาได้รับอนุญาติเดินทางไปเกาหลีรับรางวลควังจู ซึ่งอานนท์เดินทางไปพร้อมกับลูกเมีย ถ้าเขาจะหลบหนีเขาก็หนีไปได้เลย แต่เขาเดินทางกลับมาต่อสู้คดี ในฐานะจำเลยและทนายความ เรื่องไปก่อเหตุร้ายก็ไม่มี เพราะอานนท์อยู่ในระหว่างการกำหนดเงื่อนไขการประกันตัวว่าจะไม่ทำซ้ำ ซึ่งถ้าอานนท์ไปทำซ้ำ ศาลสามารถถอนประกันได้ แต่นี่ อานนท์ไม่ได้ทำอะไร”

ภาพ : บันทึกข้อความจากเรือนจำเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ของอานนท์นำภา
อานนท์ นำภา ในชุดครุยทนายสวมทับชุดผู้ต้องขัง ถูกเบิกตัวว่าความในชั้นศาลเมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่อานนท์แต่งทนายว่าความในชั้นศาล โดยอานนท์ให้คำนิยามตัวเองว่า “ชุดครุยทนายของผม เป็นชุดครุยที่เปื้อนฝุ่น และเต็มไปด้วยริ้วรอยการเดินทางทั้งคราบน้ำตาแห่งความผิดหวังและสมหวังปนกันไป ไม่ใช่ครุยที่รับใช้นายทุนหรือผู้กดขี่ แต่เป็นครุยที่รับใช้ชาวบ้านและผู้ถูกกดขี่ตลอดมา วันนี้ดีใจและภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่”
นายธีรพันธุ์ พันธุ์คีรี เปรียบเปรยอานนท์ว่า เป็นนักสู้ 2 สถานะ
“เขาเป็นนักต่อสู้ และพร้อมที่จะต่อสู้ในทุกสถานะอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นจำเลยหรือทนายความ ภาพที่อานนท์ใส่ครุยทับชุดผู้ต้องขัง นั้นแหละที่สื่อความเป็นตัวเขา เขามีอยู่ในฐานะนักต่อสู้ที่ตกเป็นจำเลย ขณะเดียวกันเขาก็เป็นทนายให้กับนักต่อสู้อีกคนหนึ่ง”

ภาพ : บันทึกข้อความจากเรือนจำเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ของอานนท์นำภา
พรทิพย์ โม่งใหญ่ บก.โต๊ะรายงานพิเศษ




