วิญญูชนจอมปลอม : เมื่อหน้ากากคนดีคืออาวุธหากินในสังคม

วิญญูชนจอมปลอม : เมื่อหน้ากากคนดีคืออาวุธหากินในสังคม

วิญญูชนจอมปลอม : เมื่อหน้ากากคนดีคืออาวุธหากินในสังคม

ในจักรวาลนิยายกำลังภายในของกิมย้ง มารร้ายที่เปิดเผยตัวตนอย่างอหังการอาจไม่น่ากลัวเท่าบุรุษผู้หนึ่ง ผู้มีกิริยานุ่มนวล วาจาสุภาพ วางตัวสง่างาม และเคร่งครัดในหลักคุณธรรม

บุรุษผู้นั้นคือ “งักปุกคุ้ง” เจ้าสำนักหัวซาน เจ้าของฉายา “วิญญูชนกระบี่” จากเรื่อง กระบี่เย้ยยุทธจักร

ยุทธภพยกย่องเขาเป็นเสาหลักแห่งคุณธรรม แต่เบื้องหลังภาพลักษณ์อันน่าเลื่อมใสกลับซ่อนความทะเยอทะยาน ความริษยา และความละโมบในอำนาจ จนท้ายที่สุดเขากลายเป็นตัวแทนของ “วิญญูชนจอมปลอม”

กิมย้งไม่ได้เพียงสร้างตัวละครคนชั่วที่แสร้งทำดี แต่สร้างบุรุษที่เข้าใจว่า ความเป็นคนดีสามารถสร้างความไว้วางใจ และความไว้วางใจสามารถเปลี่ยนเป็นอำนาจได้

หากมองออกมานอกโลกของนิยาย เราอาจพบว่าเงาของงักปุกคุ้งไม่ได้หายไปไหน เพียงเปลี่ยนจากเสื้อคลุมจอมยุทธ์มาเป็นบทบาทอื่นในโลกธุรกิจ การเมือง หรือแม้แต่วงการการกุศล

คำถามคือ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เห็นเป็นความดีที่แท้จริง หรือเป็นเพียงภาพลักษณ์ที่ใครบางคนต้องการให้เราเชื่อ

ป้ายคุณธรรมบังหน้า เมื่อรัศมีความดีปิดตา

งักปุกคุ้งประกาศตนเป็นผู้พิทักษ์คุณธรรมและต่อต้านพรรคมาร แต่เบื้องหลังกลับลอบแสวงหาคัมภีร์กระบี่ปราบมารของตระกูลลิ้ม และปล่อยให้ความสงสัยตกไปอยู่กับเหล็งฮู้ชง ศิษย์เอกผู้มีนิสัยเปิดเผยและไม่อยู่ในกรอบของฝ่ายธรรมะ

ความย้อนแย้งนี้สะท้อนปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Halo Effect หรืออคติที่ทำให้คุณลักษณะเด่นด้านหนึ่งส่งผลต่อการประเมินบุคคลในด้านอื่น

เมื่อเราเห็นใครสักคนช่วยเหลือผู้ยากไร้ ผู้ป่วย หรือผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง เราอาจเชื่อไปด้วยว่าเขาต้องซื่อสัตย์ โปร่งใส และไม่มีทางเอาเปรียบใคร ทั้งที่ความมีเมตตากับความซื่อสัตย์ในการจัดการเงินเป็นคุณสมบัติคนละด้านกัน

นี่คือจุดที่ภาพลักษณ์คนดีอาจกลายเป็นเกราะกำบัง โดยเฉพาะเมื่อความน่าเชื่อถือขององค์กรตั้งอยู่บนชื่อเสียงของผู้ก่อตั้ง มากกว่าหลักฐานที่ตรวจสอบได้

บางครั้งเพียงมีใครตั้งคำถามเรื่องบัญชีเงินบริจาค ก็อาจถูกกล่าวหาว่าคิดร้ายต่อคนทำความดี ทั้งที่การตรวจสอบเงินซึ่งประชาชนมอบให้ด้วยความศรัทธาควรเป็นเรื่องปกติ

เช่นเดียวกับงักปุกคุ้งที่ไม่จำเป็นต้องโกหกทุกคำพูด เพียงทำให้ผู้คนเชื่อมั่นในความเป็นวิญญูชนมากพอ ภาพลักษณ์นั้นก็ช่วยบดบังสิ่งที่อยู่เบื้องหลังได้แล้ว

วาทกรรมความดี สู่เครือข่ายผลประโยชน์และอำนาจ

งักปุกคุ้งไม่ได้ปรารถนาเพียงยอดวิชา แต่ต้องการก้าวขึ้นเป็นใหญ่เหนือห้าสำนักกระบี่ เขาใช้สถานะเจ้าสำนักผู้ทรงคุณธรรม ความน่าเชื่อถือ และเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองขยายอิทธิพล ก่อนก้าวขึ้นเป็นประมุขตามที่ต้องการ

ภาพลักษณ์วิญญูชนจึงไม่ได้มีประโยชน์เพียงให้ผู้คนชื่นชม แต่ยังช่วยสร้างผู้สนับสนุนและความชอบธรรมในการแสวงหาอำนาจ

ในทางสังคมวิทยา Pierre Bourdieu อธิบายแนวคิด Social Capital หรือทุนทางสังคม ว่าเครือข่ายความสัมพันธ์สามารถกลายเป็นทรัพยากรที่สร้างโอกาสและอำนาจให้บุคคลได้

ในโลกความจริง การทำกิจกรรมเพื่อสังคมหรือก่อตั้งมูลนิธิก็สร้างทุนลักษณะนี้ได้เช่นกัน ทั้งชื่อเสียง เครือข่ายผู้สนับสนุน ความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ ตลอดจนโอกาสทางธุรกิจ

ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องผิด และไม่จำเป็นต้องเป็นความดีจอมปลอม

แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อภาพลักษณ์การทำความดีถูกนำไปสร้างความน่าเชื่อถือให้กิจกรรมที่ขาดความโปร่งใส ไม่ว่าจะเป็นการระดมทุน การชักชวนลงทุน หรือการบริหารทรัพย์สินที่ประชาชนมอบให้ด้วยความศรัทธา

บางคนอาจยอมมอบเงินหรือเข้าร่วมโครงการ ไม่ใช่เพราะตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบด้าน แต่เพราะเชื่อมั่นในชื่อเสียงของบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง

ความศรัทธาจึงไม่ใช่เพียงความรู้สึก แต่สามารถเปลี่ยนเป็นทุนทางเศรษฐกิจและอำนาจทางสังคมได้จริง

คุณธรรมที่ใช้ตัดสินผู้อื่น แต่ไม่เคยใช้กับตัวเอง

อีกด้านหนึ่งของงักปุกคุ้งคือความสัมพันธ์กับเหล็งฮู้ชง ศิษย์เอกผู้มีพรสวรรค์ทางกระบี่ และได้รับการถ่ายทอดวิชาเก้ากระบี่เดียวดายจากฟงชิงหยาง

แทนที่จะยินดีกับความสามารถของศิษย์ งักปุกคุ้งกลับระแวงและไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะเมื่อเหล็งฮู้ชงไม่ยอมเปิดเผยที่มาของวิชา และคบหากับบุคคลที่ฝ่ายธรรมะมองว่าเป็นพวกนอกรีต จนนำไปสู่การขับออกจากสำนัก

แม้ความขัดแย้งนี้มีหลายปัจจัย แต่สิ่งที่ย้อนแย้งคือ งักปุกคุ้งใช้กฎระเบียบและคุณธรรมตัดสินศิษย์ ขณะที่ตัวเองกลับละเมิดหลักการเหล่านั้นอย่างลับ ๆ

ในสังคมจริง คนที่ได้รับการยกย่องว่ามีคุณธรรมก็อาจใช้ถ้อยคำเรื่องความถูกต้อง ความเสียสละ หรือความจงรักภักดี มาอธิบายการตัดสินใจที่มีผลประโยชน์ส่วนตัวเกี่ยวข้อง

คนตั้งคำถามอาจถูกกล่าวหาว่าเนรคุณ คนเห็นต่างอาจกลายเป็นศัตรู และคนใกล้ชิดอาจถูกผลักให้รับผิดแทนเมื่อเกิดปัญหา

นี่คือความจอมปลอมอีกระดับหนึ่ง เมื่อคุณธรรมกลายเป็นเครื่องมือตัดสินผู้อื่น แต่ไม่ใช่มาตรฐานที่ใช้ตรวจสอบตัวเอง

ความละโมบที่ยอมแลกแม้กระทั่งตัวเอง

ความทะเยอทะยานของงักปุกคุ้งดำเนินไปถึงจุดที่เขายอม “ตอนตัวเอง” เพื่อฝึกวิชากระบี่ปราบมาร หวังครอบครองยอดวิชาและอำนาจเหนือผู้อื่น แม้ต้องแลกกับร่างกายและความสัมพันธ์ในครอบครัว

เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าความละโมบไม่ได้จำกัดอยู่ที่เงินทอง แต่ยังรวมถึงชื่อเสียง สถานะ การยอมรับ และอำนาจ

คนบางคนอาจเริ่มจากต้องการเป็นที่ยกย่องในฐานะผู้ทำความดี แต่เมื่อได้รับการยอมรับมากขึ้น ก็อาจต้องการชื่อเสียงมากกว่าเดิม อิทธิพลมากกว่าเดิม และพยายามรักษาสถานะนั้นไว้ทุกวิถีทาง

เมื่อภาพลักษณ์กลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การยอมรับความผิดอาจยากกว่าการสร้างคำอธิบายใหม่เพื่อปกป้องตัวเอง

จนท้ายที่สุด สิ่งที่บุคคลหนึ่งยอมทำเพื่อรักษาภาพลักษณ์คนดี อาจขัดแย้งกับความดีที่เขาเคยใช้สร้างภาพลักษณ์นั้นเสียเอง

ทำดีจริง แต่หวังผลตอบแทน ยังเรียกว่าความดีได้หรือไม่?

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนที่ได้รับชื่อเสียงจากการทำความดีจะเป็นคนจอมปลอม

ลองสมมติว่าบุคคลหนึ่งก่อตั้งมูลนิธิ ช่วยเหลือผู้เดือดร้อนจริง เงินบริจาคถูกใช้ตรงตามวัตถุประสงค์ แต่ผู้ก่อตั้งก็ต้องการชื่อเสียง เครือข่าย และสถานะทางสังคมเป็นผลตอบแทนด้วย

เราควรตัดสินการกระทำนั้นอย่างไร?

ในทางปรัชญาศีลธรรม Immanuel Kant ให้ความสำคัญกับการกระทำจากหน้าที่และความเคารพต่อหลักศีลธรรม ไม่ใช่เพียงทำสิ่งที่ถูกต้องเพราะหวังผลตอบแทน อีกทั้งไม่ควรใช้มนุษย์เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายของตน

ขณะที่แนวคิด ประโยชน์นิยม (Utilitarianism) ให้ความสำคัญกับผลของการกระทำต่อความสุขและความทุกข์ของผู้เกี่ยวข้อง

หากพิจารณาจากผลลัพธ์ ผู้เดือดร้อนที่ได้รับความช่วยเหลือจริงย่อมได้รับประโยชน์ แต่หากพิจารณาจากเจตนา ก็อาจตั้งคำถามว่าผู้ให้มีความปรารถนาดีมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตาม การมีแรงจูงใจหลายอย่างไม่ได้หมายความว่าการกระทำนั้นไร้คุณค่าทางศีลธรรมทั้งหมด และประโยชน์นิยมก็ไม่ได้อนุญาตให้ฉ้อโกงเพียงเพราะมีคนบางส่วนได้รับความช่วยเหลือ

การทำดีแล้วได้รับผลประโยชน์ กับการใช้ความดีเป็นเครื่องมือหลอกลวง เป็นคนละเรื่องกัน

เส้นแบ่งสำคัญจึงอยู่ที่ความซื่อสัตย์ ความชอบธรรมของวิธีการ และความรับผิดชอบต่อผู้ที่มอบความไว้วางใจให้

จุดจบของวิญญูชน: ความว่างเปล่าหลังหน้ากากพังทลาย

ท้ายที่สุด งักปุกคุ้งได้ก้าวขึ้นเป็นประมุขห้าสำนักกระบี่ตามที่ปรารถนา แต่บัลลังก์นั้นกลับตั้งอยู่บนความสูญเสีย

เมื่อความจริงเกี่ยวกับการลอบชิงคัมภีร์ การฝึกวิชาที่ต้องตอนตัวเอง และแผนการช่วงชิงอำนาจถูกเปิดเผย ภาพลักษณ์วิญญูชนที่สั่งสมมายาวนานก็พังทลาย

หนิงตงชิก ภรรยาผู้เคยรักและเชื่อมั่นในตัวเขา ต้องเผชิญความจริงอันเจ็บปวดจนจบชีวิตลง งักเล้งซัง บุตรสาวก็เสียชีวิตท่ามกลางโศกนาฏกรรม ขณะที่สำนักหัวซานได้รับความเสียหายจากความขัดแย้งและการช่วงชิงอำนาจ

ส่วนงักปุกคุ้งเองกลับเสียชีวิตด้วยกระบี่ของอี้ลิ้ม แม่ชีน้อยแห่งสำนักเฮ้งซัว ไม่ใช่ในฐานะวีรบุรุษผู้ได้รับการสรรเสริญ แต่เป็นบุรุษที่หน้ากากวิญญูชนไม่อาจปกปิดตัวตนได้อีกต่อไป

ความย้อนแย้งคือ เขาได้ครอบครองอำนาจที่ต้องการ แต่สูญเสียสิ่งที่อำนาจซื้อคืนไม่ได้ ทั้งความรัก ความไว้วางใจ และความเคารพจากผู้คน

ในโลกความจริง เมื่อการหลอกลวงภายใต้ภาพลักษณ์ความดีถูกพิสูจน์ ความเสียหายอาจไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้กระทำเท่านั้น แต่ยังรวมถึงครอบครัว ผู้ร่วมงาน ผู้บริจาค และผู้เดือดร้อนที่เคยพึ่งพาองค์กรนั้น

เขียนและเรียบเรียงโดย

ธนรัชต์ คูสมบัติ บรรณาธิการบริหารข่าวเวิร์คพอยท์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง