พระปกเกล้าโพล ชี้คนเชื่อมั่น ศาล รธน.อันดับหนึ่ง 31.3% ขณะ กกต. ร่วงบ๊วย สอบตกความเป็นอิสระ

ข่าวเวิร์คพอยท์
พระปกเกล้าโพล ชี้คนเชื่อมั่น ศาล รธน.อันดับหนึ่ง 31.3% ขณะ กกต. ร่วงบ๊วย สอบตกความเป็นอิสระ

พระปกเกล้าโพล ชี้คนเกิน 50% จี้องค์กรอิสระเปิดโปร่งใส ศาล รธน. เชื่อมั่นสูงสุด 31.3% ส่วน กกต. สอบตกความเป็นอิสระ

(21 ส.ค. 69) ศูนย์สำรวจความคิดเห็นสถาบันพระปกเกล้า (KPI Poll) เปิดเผยผลสำรวจเรื่อง "ความเชื่อมั่นต่อองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และมุมมองต่อการทำหน้าที่ของ กกต." ซึ่งดำเนินการสำรวจระหว่างวันที่ 8–11 สิงหาคม 2569 จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง ผ่านการสัมภาษณ์แบบพบหน้าด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage sampling) กำหนดระดับความเชื่อมั่นทางสถิติ 95% และค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกินร้อยละ 2.5

เมื่อถามถึงประเด็นข้อมูลที่ประชาชนต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเปิดเผยมากที่สุด พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 32.8 ต้องการทราบความคืบหน้าของคดีและเรื่องร้องเรียน รองลงมาอันดับ 2 ร้อยละ 18.2 ต้องการทราบเหตุผลของผลการพิจารณาหรือคำวินิจฉัย ส่วนประเด็นอื่นๆ ได้แก่ การใช้จ่ายงบประมาณและการจัดซื้อจัดจ้าง (15.3%), หลักเกณฑ์การพิจารณาและตัดสินใจ (11.2%), ช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงง่าย (7.2%), ผลงานและผลสำเร็จเชิงรูปธรรม (5.2%), มาตรการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน (4.7%) และระยะเวลาขั้นตอนการดำเนินงาน (3.9%) โดยมีเพียงร้อยละ 1.5 ที่ระบุว่าไม่มีความเห็น

ข้อสังเกตสำคัญจากการนำข้อมูลสองอันดับแยกรวมกัน พบว่าประชาชนสูงถึงร้อยละ 51.0 ไม่ได้ต้องการรู้เพียงแค่ผลตัดสินสุดท้าย แต่ต้องการติดตามความคืบหน้าและเข้าใจตรรกะเหตุผลในการตัดสินใจขององค์กร เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้

ในมิติความเชื่อมั่นต่อการทำงานขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับความเชื่อมั่นสูงสุดที่ร้อยละ 31.3 ขณะที่กลุ่ม "ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น" มีสัดส่วนสูงตามมาเป็นอันดับสองถึงร้อยละ 27.7 สำหรับองค์กรอื่นๆ ได้แก่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร้อยละ 13.2, คณะกรรมการ ป.ป.ช. ร้อยละ 10.9, คตง./สตง. ร้อยละ 6.6, ผู้ตรวจการแผ่นดิน ร้อยละ 6.5 และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้รับความเชื่อมั่นน้อยที่สุดเพียงร้อยละ 3.8

เมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่า ศาลรัฐธรรมนูญ ครองแชมป์ความเชื่อมั่นสูงสุดในพื้นที่ภาคเหนือ (44.8%), ภาคใต้ (37.5%) และภาคตะวันออก (29.6%) ด้านคนกรุงเทพฯ ให้ความเชื่อมั่นแก่ คตง./สตง. มากที่สุด (28.9%) ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (38.4%) และภาคกลาง (33.5%) เสียงส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่ม "ไม่แน่ใจ/ไม่มีความเห็น" นอกจากนี้ในพื้นที่ภาคใต้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยังได้รับความเชื่อมั่นสูงใกล้เคียงกับอันดับหนึ่งที่ร้อยละ 34.7 สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของประชาชนยังไม่กระจุกตัวที่องค์กรใดอย่างเด็ดขาด

สำหรับการประเมินการทำหน้าที่ของ กกต. ใน 6 ด้าน พบว่าด้านที่ได้รับคะแนนเชิงบวก (ระดับมาก–มากที่สุด) สูงสุด คือ ด้านประสิทธิภาพ ความเชี่ยวชาญ ความรวดเร็ว และความประหยัดในการจัดการเลือกตั้ง (23.7%) รองลงมาคือความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม (21.3%), การวินิจฉัยคดีเลือกตั้งด้วยความเป็นกลาง (18.5%), ความโปร่งใสตรวจสอบได้ (18.2%), การสื่อสารเปิดรับฟังความคิดเห็น (17.7%) และความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง (16.7%)

ทว่าเมื่อพิจารณาในมุมมองเชิงลบ (ระดับน้อย–น้อยที่สุด) ประชาชนส่วนใหญ่กลับประเมิน กกต. อยู่ในระดับต่ำเป็นสัดส่วนหลักถึง 5 จาก 6 ด้าน โดยประเด็นที่น่าห่วงที่สุดคือ ความเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง สูงถึงร้อยละ 51.9 รองลงมาคือ ความเป็นกลางและเป็นธรรมในการวินิจฉัยคดีเลือกตั้ง (50.8%), ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ (48.1%), การสื่อสารและเปิดรับความคิดเห็น (45.5%), ประสิทธิภาพในการจัดการเลือกตั้ง (38.3%) และความสามารถในการจัดการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม (34.6%)

ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนชัดเจนว่า กกต. ไม่เพียงแต่ต้องเร่งเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเลือกตั้งเท่านั้น แต่โจทย์สำคัญที่สุดคือการทำให้ประชาชนเห็นเชิงรูปธรรมว่า กระบวนการทำงานและการตัดสินใจมีความเป็นอิสระ เป็นกลาง และโปร่งใสตรวจสอบได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง