“ทักษิณ” ถึงบ้านจันทร์ส่องหล้า บอก 8 เดือนเหมือนไปจำศีล

“ทักษิณ” กลับถึงบ้านจันทร์ส่องหลล้า บอกนักข่าวเหมือนไปจำศีลมา 8 เดือน - ราชทัณฑ์แจงเงื่อนไขระหว่างพักโทษ
(11 พ.ค. 69) เมื่อเวลา 08.39 น. หลังได้รับปล่อยตัวจากเรือนจำกลางคลองเปรม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนางสาวแพทองธาร ชินวัตร เดินทางไปยังสำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 เพื่อรายงานตัวหลังได้รับการพักโทษ โดยใช้เวลาดำเนินการด้านเอกสารประมาณ 10 นาที ท่ามกลางการดูแลอย่างใกล้ชิดของบุตรสาวและทนายความ ทั้งนี้ นายทักษิณได้โบกมือทักทายสื่อมวลชนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม และตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ถามว่าจำกันได้หรือไม่แบบอารมณ์ดีว่า “จำอะไรไม่ได้แล้วเนี่ย เป็นอัลไซเมอร์แล้ว” ก่อนจะเดินทางกลับเข้าบ้านจันทร์ส่องหล้าทันที
จากนั้นเวลา 09.00 น. ที่หน้าบ้านจันทร์ส่องหล้ามีมวลชนเสื้อแดง 50 เขต กทม. มารอต้อนรับอย่างเนืองแน่น ซึ่งนายทักษิณได้ลดกระจกรถลงเพื่อรับไหว้และทักทายอย่างใกล้ชิด พร้อมตอบสื่อมวลชนถึงความรู้สึกหลังได้รับการปล่อยตัวว่า “Relief” (โล่งใจ) และเปรียบเทียบช่วงเวลา 8 เดือนที่ผ่านมาว่าเป็นการไป “จำศีล” จนจำอะไรไม่ได้แล้ว ขณะที่บรรยากาศภายในบ้านเป็นไปอย่างอบอุ่นโดยมีคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ พร้อมสมาชิกครอบครัวชินวัตรและเครือญาติมารวมตัวต้อนรับครบทีม ทั้งนี้ นายทักษิณมีกำหนดการเดินทางไปตรวจเช็กสภาพร่างกายอย่างละเอียดที่โรงพยาบาลพระราม 9 ในวันพรุ่งนี้
ทางด้านกรมคุมประพฤติเปิดเผยรายละเอียดระเบียบการพักการลงโทษ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 7 ได้ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (EM) ทันทีหลังได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ และกำหนดให้นายทักษิณต้องเข้ารายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ ณ สำนักงานคุมประพฤติกรุงเทพมหานคร 1 ภายในระยะเวลา 3 วัน เพื่อเข้าสู่กระบวนการคุมความประพฤติอย่างเป็นทางการ
ในระหว่างการพักการลงโทษมีเงื่อนไขที่กำหนดในหนังสือสำคัญพักการลงโทษ จนกว่าจะพ้นการพักการลงโทษ ดังนี้
1. พักอาศัยอยู่กับผู้อุปการะตามที่อยู่ที่กำหนด หากจะย้ายที่อยู่หรือเปลี่ยนแปลงผู้อุปการะต้องยื่นคำร้องต่อพนักงานคุมประพฤติในท้องที่เดิมและต้องได้รับอนุมัติก่อน
2. ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ หากฝ่าฝืนและถูกลงโทษโดยเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ นั้น ไม่ว่าโทษสถานใด ให้ผู้ได้รับการพักการลงโทษหรือผู้อุปการะแจ้งให้พนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง
3. ให้ประกอบอาชีพที่สุจริต หากเปลี่ยนสถานที่ทำงานหรือย้ายงานใหม่ ต้องแจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบทุกครั้ง เว้นแต่มีเหตุจำเป็นให้แจ้งพนักงานคุมประพฤติทราบภายในกำหนดระยะเวลาการรายงานตัวครั้งต่อไป
4. ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำ และตักเตือนของพนักงานคุมประพฤติ และเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อการแก้ไขฟื้นฟู ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กรมคุมประพฤติกำหนด ซึ่งจะต้องไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ เดือนละ 1 ครั้ง
5. ห้ามออกนอกเขตท้องที่จังหวัด เว้นแต่จะมีกิจธุระสำคัญเป็นครั้งคราว ให้ขออนุญาตพนักงานคุมประพฤติ
6. ห้ามประพฤติตนในทางเสื่อมเสีย
7. ห้ามเกี่ยวข้องกับสารระเหย วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตหรือประสาท หรือยาเสพติดให้โทษทุกประเภท รวมทั้งอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดทุกชนิด
8. ห้ามเยี่ยมหรือติดต่อกับผู้ต้องขัง ผู้ต้องกักขัง หรือผู้ต้องกักกันอื่นที่ไม่ใช่ญาติ ซึ่งถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ/ทัณฑสถาน สถานกักขัง สถานกักกัน หรือสถานคุมขังอื่นใด
9. ห้ามคบหาสมาคมกับบุคคลที่อาจนำไปสู่การกระทำผิดอีก
10. เงื่อนไขพิเศษ (ถ้ามี)- ไม่มี
11. ผู้ได้รับการพักการลงโทษ จะต้องแสดงหนังสือสำคัญพักการลงโทษต่อพนักงาน ฝ่ายปกครองหรือตำรวจหรือเจ้าพนักงานเรือนจำ เมื่อมีการเรียกให้แสดง หากหนังสือสำคัญพักการลงโทษสูญหาย ให้รีบแจ้งต่อพนักงานคุมประพฤติและขอรับฉบับแทน ถ้าไม่แสดงหนังสือสำคัญดังกล่าว พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับส่งเรือนจำก็ได้
ทั้งนี้ หากฝ่าฝืนเงื่อนไขดังกล่าว พนักงานคุมประพฤติต้องรายงานผลการคุมความประพฤติต่อคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ พิจารณาเพิกถอนการพักการลงโทษ ต่อไป




