“กต. - ทอ.” จ่อรับคนไทยกลับบ้านฟรี

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เผย ตัวเลขคนไทยขอกลับเพิ่ม ขณะที่กองทัพอากาศเตรียมส่งเครื่องบินรับคนไทยกลับเพิ่มอีก 140 คน 15 ตุลาคม นี้ พร้อมย้ำ รัฐออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด
(10 ต.ค.66) ที่ กระทรวงการต่างประเทศ ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี กรุงเทพฯ แถลงข่าวความคืบหน้า โดยนางกาญจนา ภัทรโชค อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงความคืบหน้าสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศอิสราเอลช่วงบ่ายวันนี้
โดยระบุว่า หลังการประชุมสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้รับรายงานจากนางสาวพรรณนภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิต อยู่ที่ 18 ราย ซึ่งต้องรอทางการอิสราเอลยืนยันอีกครั้งหนึ่ง ผู้บาดเจ็บ 9 ราย และถูกจับเป็นตัวประกันอีก 11 ราย เช่นเดิม
ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนแจ้งความประสงค์เดินทางกลับประเทศไทยเพิ่มขึ้นเป็นจำนวน 3,862 คน และผู้ประสงค์ยังไม่กลับจำนวน 52 คน
ทางการอิสราเอลเคลื่อนย้ายพลเรือนออกจากพื้นที่ไม่ปลอดภัย ไปยังพื้นที่ปลอดภัยซึ่งรวมถึงพี่น้องแรงงานไทยด้วย และนำไปให้ทำงานกับนายจ้างใหม่ เพื่อจะได้มีรายได้ ในระหว่างที่อยู่อิสราเอล ขณะนี้ยังอยู่ในสภาวะสถานการณ์กดดัน และตึงเครียดจะต้องดูจังหวะที่เหมาะสมในการให้แรงงานเริ่มทำงานใหม่ในทันทีหรือไม่
เรื่องการอพยพครั้งที่ 1 จำนวน 15 คน ยืนยันว่าจะเดินทางถึงประเทศไทยวันที่ 12 ตุลาคม เวลา 10.35 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยสายการบินอิสราเอลแอร์ไลน์ โดยจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปรอรับที่ท่าอากาศยาน ทันทีที่เดินทางมาถึงจะมีหลักปฏิบัติในการต้อนรับ จะมีการดูแลในเรื่องสุขภาพอนามัย พาไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข ส่วนกระทรวงแรงงานนั้น ได้เตรียมความพร้อมเรื่องการเยียวยาตามระเบียบ ซึ่งทางกระทรวงแรงงานได้ ประสานกับสถานทูต ถึงจำนวนคนเดินทางกลับเพื่อเตรียมเรื่องเงินเยียวยาไว้แล้ว
ขณะที่ในวันนี้ได้หารือกันเรื่องการเตรียมส่งเครื่องบินกองทัพอากาศ ลำแรก แอร์บัส 340 โดยกำหนดไว้ว่าจะเดินทางถึงกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ในวันที่ 15 ตุลาคม นี้ สามารถรับคนได้ จำนวน 140 คน และหลังจากนี้ จะดำเนินการเรื่องการขออนุญาตบินเข้าน่านฟ้าประเทศต่างๆเพื่อที่จะเดินทางไปยังกรุงเทลอาวีฟ
และพร้อมที่จะส่งเครื่องบินไปเพิ่มเติม แต่ยังมีข้อจำกัดคือ จะต้องมีการรวบรวมคนให้มาสู่พื้นที่ที่ปลอดภัย และประสานสถานทูตเพื่อให้แน่ใจว่าในแต่ละช่วงจะมีผู้ที่พร้อมเดินทางมาที่กรุงเทลอาวีฟมากน้อยเพียงใด
โดยเที่ยวบินดังกล่าวจะยังไม่มีการนำร่างผู้เสียชีวิตกลับมา เพราะยังคงต้องรอทางการอิสราเอลพิสูจน์อัตลักษณ์ของผู้เสียชีวิตก่อน เพื่อเจรจาเรื่องการเยียวยาให้กับญาติของผู้เสียชีวิตด้วย ซึ่งกระบวนการพิสูจน์อัตลักษณ์จะต้องใช้เวลานานในการดำเนินการ
ส่วนเรื่องการขออนุญาตบินเข้า และบินผ่านน่านฟ้าอิสราเอลนั้น สถานทูตได้ติดต่อไปกับทางการอิสราเอลเรียบร้อยแล้ว ในกรณีที่เป็นประเทศที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับสถานทูตอิสราเอล ไม่สามารถขออนุญาตบินผ่านน่านฟ้าได้ ก็อาจจะต้องใช้เส้นทางบินอื่น ซึ่งจะใช้เวลาในการบินอยู่ประมาณ 8 ถึง 12 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับว่าจะต้องบินเส้นทางไหน ทางกองทัพอากาศจะส่งตารางเวลาการบินมาที่กระทรวงการต่างประเทศในวันพรุ่งนี้
นอกจากนี้ยังมีเที่ยวบินที่ได้ประสานเอาไว้ในวันที่ 18 ตุลาคม อีกจำนวน 80 คน ในเรื่องการดำเนินการให้คนไทยมาขึ้นเครื่องบินนั้น จะเน้นไปที่ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยก่อน จะเป็นกลุ่มที่ได้เดินทางก่อน โดยคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัย และความจำเป็นก่อน
ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงานได้ตั้งศูนย์ช่วยเหลือในจังหวัดต่างๆ โดยมีหมายเลขโทรศัพท์สายด่วนของกระทรวงแรงงาน 1694 เพื่อให้ญาติได้ประสานติดตาม เบื้องต้นมีญาติของแรงงานชาวไทยติดต่อเข้ามาบ้างแล้ว
ทั้งนี้ ได้มีการประสานงานกับมิตรประเทศต่างๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ และให้การสนับสนุนโดยเฉพาะเรื่องช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยที่ถูกจับเป็นตัวประกัน มีการเชิญทูตประเทศต่างๆ หารือ เพื่อประสานงานระหว่างประเทศ เช่น หน่วยงานของสหประชาชาติ โดยจะพยายามในทุกๆด้านเพื่อให้การช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยในพื้นที่
ส่วนกรณีที่เมื่อช่วงเที่ยงที่ผ่านมา มีแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่เสี่ยงปลอดภัย เดินทางกลับมาถึงประเทศไทยเองแล้วนั้น โฆษก กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ท่าอากาศยานยังคงเปิดให้บริการอยู่ และสายการบินพาณิชย์ก็ยังดำเนินการอยู่ แต่จะมีบางส่วนที่ยกเลิกเที่ยวบินไปบ้าง ซึ่งสำหรับใครที่อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย และสามารถเดินทางกลับได้เอง โดยไม่อยากรอภาครัฐดำเนินการ ก็สามารถเดินทางกลับเองได้ แต่ขอให้ไว้วางใจว่าทางภาครัฐพร้อมที่จะดูแลแรงงานที่อยู่ในอิสราเอลทุกคน ทั้งที่ไปโดยผิดกฎหมายและถูกกฎหมายทางสถานทูตพร้อมที่จะดูแล
ทางกระทรวงการต่างประเทศ จะรายงานความคืบหน้าให้ทราบเป็นระยะๆ พร้อมฝากถึงพี่น้องสื่อมวลชนหากได้รับรายงานข่าว ก็สามารถแจ้งมาได้
ส่วนกรณีที่มีรายงานว่าคนไทยเสียชีวิตมากกว่า 100 คนนั้น โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า สถานการณ์ในครั้งนี้ยังคงมีความผกผันอยู่ตลอดเวลา และอยู่ในภาวะสงคราม ในเรื่องของจำนวนต่างๆที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ทราบอย่างชัดเจน ขอความกรุณาว่าอยากสร้างความตระหนัก ตกใจจนเกินเหตุ แม้จะเป็นสถานการณ์ที่ร้ายแรงอยู่ในภาวะสงคราม แต่ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการยืนยัน และเป็นเพียงแค่การบอกเล่าปากต่อปาก ขอความกรุณาว่าอย่าเผยแพร่ไปให้เกิดความตระหนกตกใจ เพราะเชื่อว่าพี่น้องชาวไทยทุกคนยังคงอยู่ในสภาพจิตใจที่ย่ำแย่
ขณะนี้ได้รับรายงานว่าคนที่ถูกจับไปเป็นตัวประกันรวมทุกชาติประมาณ 100 กว่าคน ส่วนตัวเลขที่เป็นคนไทยที่ได้รับรายงานมาจากนายจ้างคือจำนวน 11 คน ข้อมูลที่ได้รับมาขณะนี้เป็นข้อมูลในสภาวะสงคราม เป็นข้อมูลที่ยืนยันยาก ซึ่งอาจจะมีเพิ่มได้ และไม่สามารถยืนยันได้ว่าอยู่พื้นที่ไหน ยังคงกระจัดกระจาย ทางการอิสราเอลยังไม่ทราบอย่างชัดเจน
ขณะที่คนไทยที่อยู่นอกพื้นที่สถานการณ์ฉุกเฉิน แต่อยู่ในประเทศอิสราเอล ก็สามารถแสดงความจำนงกลับประเทศไทยได้เป็นกรณีพิเศษ
ส่วนประเด็นที่มีกระแสว่าทางฮามาส ข่มขู่ว่าจะมีการสังหารตัวประกันทีละคน หากทางอิสราเอลโจมตีในพื้นที่นั้น จากการประสานหลายฝ่าย คาดว่าเป้าหมายของกลุ่มฮามาส ไม่น่าใช่คนต่างชาติ เพราะกลุ่มฮามาสเองก็ไม่ได้ต้องการเปิดความขัดแย้งกับนานาประเทศ
สำหรับเรื่องค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศไทยนั้น กระทรวงการต่างประเทศย้ำว่า ภาครัฐจะเป็นคนรับผิดชอบให้ทั้งหมด ส่วนคนที่เดินทางกลับมาเองนั้น รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายให้เนื่องจากไม่ได้อยู่ในกลุ่มคนที่ต้องอพยพ




