ยูกันดาเร่งพัฒนาวัคซีน"อีโบลา"สายพันธุ์บุนดิบูเกียว

ยูกันดาเร่งพัฒนาวัคซีน"อีโบลา"สายพันธุ์บุนดิบูเกียว ขณะที่ยอดดับในคองโกทะลุร้อย
(14มิ.ย.69) กรณีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในทวีปแอฟริกา ล่าสุด นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยไวรัสยูกันดา (Uganda Virus Research Institute) กำลังทำงานแข่งกับเวลา โดยร่วมมือกับองค์กรด้านสาธารณสุขระดับโลกและบริษัทยาชั้นนำ เพื่อเร่งรัดการวิจัยและพัฒนาวัคซีนสำหรับยับยั้งไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ "บุนดิบูเกียว" (Bundibugyo) ที่กำลังแพร่ระบาดอย่างหนักทั้งในยูกันดาและประเทศเพื่อนบ้านอย่างสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC)
ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ไวรัสอีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูเกียว เป็น 1 ใน 3 สายพันธุ์หลัก (ร่วมกับสายพันธุ์ซาอีร์และซูดาน) ที่ก่อให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่ แต่สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ สายพันธุ์บุนดิบูเกียวยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาเฉพาะทางที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ
นายพอนเตียโน คาลีบู (Pontiano Kaleebu) ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยไวรัสยูกันดา เปิดเผยว่า ทีมวิจัยกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำวัคซีนอีโบลาสายพันธุ์อื่นที่มีอยู่มาใช้ โดยกำลังดูว่าหากนำวัคซีนป้องกันสายพันธุ์ซาอีร์ (Zaire) มาใช้ร่วมกับวัคซีนสายพันธุ์ซูดาน (Sudan) ซึ่งยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนแต่มีพร้อมใช้ จะช่วยขยายขอบเขตการตอบสนองทางภูมิคุ้มกันเพื่อป้องกันสายพันธุ์บุนดิบูเกียวได้หรือไม่
นอกจากนี้ ยังเตรียมนำ "แอนติบอดี" จากผู้รอดชีวิตที่เคยติดเชื้อสายพันธุ์อื่น มาทดสอบในห้องปฏิบัติการว่าสามารถฆ่าเชื้อสายพันธุ์ใหม่นี้ได้หรือไม่ ซึ่งเป็นวิธีที่เคยใช้ได้ผลมาแล้วในช่วงการระบาดที่แอฟริกาตะวันตกเมื่อปี 2014-2016
ด้าน WHO เผยข่าวดีเบื้องต้นว่า การทดลองวัคซีนที่มีแนวโน้มจะได้ผลซึ่งดำเนินการโดยโครงการวัคซีนเอดส์นานาชาติ อาจพร้อมใช้งานได้ภายในระยะเวลา 7 เดือน ขณะที่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นายแพทย์ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ได้ลงพื้นที่เยี่ยมชมหน่วยแยกกักกันผู้ป่วยอีโบลาในกรุงกัมปาลา เมืองหลวงของยูกันดา โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการวิจัยโมโนโคลนอลแอนติบอดีและยาต้านไวรัส พร้อมยืนยันว่า WHO จะสนับสนุนการรับมือของยูกันดาอย่างเต็มที่
สำหรับสถานการณ์การระบาดล่าสุดตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุข DRC และยูกันดา ระบุว่า นับตั้งแต่มีการประกาศการระบาดใน DRC เมื่อช่วงกลางเดือนพฤษภาคม ยอดผู้ติดเชื้อยืนยันใน DRC พุ่งทะยานไปถึง 689 ราย และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 139 ราย (ข้อมูล ณ วันศุกร์) ขณะที่ยูกันดามีผู้ติดเชื้อยืนยัน 19 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยที่เดินทางข้ามพรมแดนมาจาก DRC
ข้อมูล : รอยเตอร์




