DSI สรุปสำนวนคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ดูดข้อมูลคนไทย 1.2 ล้านคน ส่ง 'ป.ป.ช.' พบ 'ขรก.การเมือง-จนท. DE' เอี่ยวรวม 6 ราย

Tum1
DSI สรุปสำนวนคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ดูดข้อมูลคนไทย 1.2 ล้านคน ส่ง 'ป.ป.ช.' พบ 'ขรก.การเมือง-จนท. DE' เอี่ยวรวม 6 ราย

DSI สรุปสำนวนคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ดูดข้อมูลคนไทย 1.2 ล้านคน ส่ง 'ป.ป.ช.' ไต่สวนข้อเท็จจริง ม.157 'ข้าราชการฝ่ายการเมือง-เจ้าหน้าที่กระทรวง DE' รวม 6 ราย

(4 ก.พ.69) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า คดีคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ดูดข้อมูลคนไทย 1.2 ล้านคน จากกรณีนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) เปิดเผยถึงประเด็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ซึ่งเป็นภาพการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่าง DE และบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี จากประเทศสิงคโปร์ (Prime Opportunity Fund VCC Singapore) 

โดยมี นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.DE (ตำแหน่งในขณะนั้น) มีนายเบน สมิธ , ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ (ตำแหน่งในขณะนั้น) และนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทย (ตำแหน่งในขณะนั้น) ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU 

ซึ่งนายไชยชนก ได้มีการขอให้ตรวจสอบติดตามและรายงานผลเกี่ยวกับ MOU ดังกล่าวโดยด่วนที่สุด พร้อมมีคำสั่งเมื่อวันที่ 24 พ.ย.68 ยกเลิก MOU ดังกล่าวด้วย หลังพบเส้นทางเชื่อมโยงขบวนการฟอกเงินดิจิทัลระดับโลก แต่ใน MOU ได้ระบุว่า จะร่วมกันจัดทำโครงการศูนย์กลาง ธุรกิจดิจิทัลและการเงิน (TIDC) ทำให้นายไชยชนก ประสานขอให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กับสำนักงาน ปปง.ช่วยดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง 

DSI สรุปสำนวนคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ดูดข้อมูลคนไทย 1.2 ล้านคน ส่ง 'ป.ป.ช.' พบ 'ขรก.การเมือง-จนท. DE' เอี่ยวรวม 6 ราย

กระทั่งล่วงมา วันที่ 8 ม.ค.69 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายค้นพื้นที่เป้าหมาย 5 แห่ง ในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านลดาวัลย์ พระราม 2 ซึ่งเป็นบ้านของนายโอภาส เฉิดพันธุ์ กรรมการบริษัท ทีไอดีซี เวิล์ดเวิร์ส จำกัด เพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน พยานเอกสารเอกสาร และพยานวัตถุอย่างเครื่องสแกนม่านตาที่ยังคงหลงเหลืออยู่เพียง 4 ชุด ก่อนตรวจยึดเพื่อนำไปขยายผล 

ก่อนพิจารณาว่าอาจมีการกระทำใด ๆ เข้าข่ายมีองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ , พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

และล่าสุดเมื่อวันที่ 20 ม.ค.69 คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการสอบปากคำนายโอภาส ในข้อมูลเกี่ยวกับการติดตั้งเครื่องสแกนม่านตา ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับ MOU ดังกล่าว และได้สอบถามข้อมูลผลการตรวตสอบของกระทรวงดีอีฯ จากนายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีบันทึกความเข้าใจสำหรับโครงการนำร่องสู่การพัฒนาศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลของประเทศไทย จากคำสั่งแต่งตั้งของนายไชยชนก รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 

กระทั่งได้มีการแถลงข่าวร่วมกันของ DSI และ DE เมื่อวันที่ 30 ม.ค.69 ซึ่งพบข้อเท็จจริงว่า กระบวนการจัดทำและลงนาม MOU มีลักษณะผิดปกติหลายประเด็น ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น 

DSI สรุปสำนวนคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ดูดข้อมูลคนไทย 1.2 ล้านคน ส่ง 'ป.ป.ช.' พบ 'ขรก.การเมือง-จนท. DE' เอี่ยวรวม 6 ราย

ความคืบหน้าวันนี้ (4 ก.พ.69) รายงานภายใน DSI เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 148/2568 ได้ดำเนินการตรวจสอบกรณีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญคริปโทเคอเรนซี ภายใต้โครงการ Worldcoin โดยได้มีการเรียกสอบปากคำพยานบุคคล ได้มีการขยายผลเปิดปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับบริษัทกลุ่มที่นำเข้าโครงการสแกนม่านตา 

ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการจัดทำ MOU ระหว่าง DE กับกองทุนประเทศสิงคโปร์ดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับโครงการ TIDC (Thailand International Digital Business & Finance Centre) ตามที่ถูกระบุไว้ใน MOU ซึ่งจากการตรวจสอบของคณะพนักงานสอบสวน พบว่า การดำเนินการในโครงการสแกนม่านตาพบความผิดปกติในการบริหารโครงการ และการแบ่งผลประโยชน์จากเหรียญคริปโทเคอร์เรนซี ที่ได้รับจากต่างประเทศ ซึ่งมีมูลเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14

นอกจากการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษแล้ว ก็ยังมีผลตรวจสอบของทางคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ DE ซี่งมีนายฉันทานนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกฯ ในฐานะประธานกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีบันทึกความเข้าใจสำหรับโครงการนำร่องสู่การพัฒนาศูนย์กลางธุรกิจดิจิทัลของประเทศไทย จากคำสั่งแต่งตั้งของนายไชยชนก รมว.DE ได้ชี้ให้เห็นถึงพฤติการณ์ความผิดปกติเร่งรัดในการจัดทำ MOU และให้การยืนยัน ดังนี้ 

1. การลงนาม MOU ที่ไม่ได้รับความเห็นชอบ เนื่องจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง (ตำแหน่งในขณะนั้น รมว.DE) ได้มาเซ็นลงนามให้ความเห็นชอบ ย้อนหลังในวันที่ 29 มี.ค.67 ทั้งที่ผ่านพิธีลงนาม MOU มาแล้วเมื่อวันที่ 27 มี.ค.67 ซึ่งมีลักษณะเหมือนเป็นการรู้เห็นเป็นใจกัน เพราะในหลักการราชการไม่สามารถทำได้ เพราะต้องให้ความเห็นชอบก่อน 

2. กรณีที่อัยการสูงสุดได้ตั้งข้อสังเกตว่าสินทรัพย์ของ MOU อาจทำให้รัฐบาลเสียเปรียบในด้านทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เนื่องจากใน MOU ระบุชัดเจนว่า ทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดที่เกิดจากโครงการจะเป็นของผู้พัฒนา (Developer) เพียงฝ่ายเดียว 100% โดยไม่เป็นของภาครัฐหรือเป็นเจ้าของร่วม ซึ่งในลักษณะเช่นนี้จำเป็นต้องนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี แต่ปรากฏว่าบุคคลที่เกี่ยวข้องได้มีการจัดพิธีลงนาม MOU ขึ้น โดยไม่ได้มีการปรับ MOU ทำตามแต่อย่างใด 

3. เรื่องกฎหมายโครงการนำร่อง (Sandbox) เพราะกฎหมายได้มีการระบุเจาะจงพื้นที่ โดยต้องไปทำเป็นตัวกฎหมายก่อนแล้วค่อยมาเขียนโครงการนำร่อง แต่ปรากฏว่าโครงการถูกเขียนขึ้นมาก่อน 

4. การจัดทำ MOU ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงในเวลา 3 วันซึ่งมันไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งถือว่ามีความเร่งรัดผิดปกติ และปกติแล้วกระบวนการจะต้องอยู่ในระยะเวลาประมาณ 3-6 เดือน อีกทั้งเรื่องดังกล่าวจะต้องเข้าสู่กองกฎหมาย ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะหน่วยงานเจ้าของเรื่อง แต่เรื่องนี้กลับเข้าไปยังกองการต่างประเทศของกระทรวงฯ เป็นต้น

DSI สรุปสำนวนคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ดูดข้อมูลคนไทย 1.2 ล้านคน ส่ง 'ป.ป.ช.' พบ 'ขรก.การเมือง-จนท. DE' เอี่ยวรวม 6 ราย

รายงานภายในกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยต่อว่า และจากผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ DE รวมไปถึงพยานหลักฐานการสอบสวนของ DSI จึงพบว่าในเรื่องดังกล่าวมี ข้าราชการฝ่ายการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐของ DE รวม 6 ราย เข้ามาเกี่ยวข้องกับ MOU ซึ่งตามกฎหมายแล้วหากสำนวนคดีพบว่า มีเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง DSI จะต้องนำสำนวนพร้อมรายละเอียดพฤติการณ์แจ้งไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อรับไปดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 

ซึ่งเป็นอำนาจของ ป.ป.ช.ในการไต่สวนเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม ส่วนหลังจากนี้ ก็เป็นการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าจะรับไปดำเนินการเองทั้งหมด หรือจะส่งส่วนใดส่วนหนึ่งกลับมายัง DSI ให้ดำเนินการ

ส่วนกรณีของนายโอภาส กรรมการบริษัท ทีไอดีซีฯ และกรรมการบริษัท เอ็มวิชั่นฯ ซึ่งก็เป็นบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับ MOU และการสแกนม่านตา ดังนั้น รายละเอียดความเกี่ยวข้องของนายโอภาส ก็จะรวมอยู่ในสำนวนนี้เช่นเดียวกัน ที่ได้ส่งไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาไต่สวนข้อเท็จจริง ว่ามีการกระทำใดของนายโอภาส เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์หรือไม่ 

DSI สรุปสำนวนคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ดูดข้อมูลคนไทย 1.2 ล้านคน ส่ง 'ป.ป.ช.' พบ 'ขรก.การเมือง-จนท. DE' เอี่ยวรวม 6 ราย

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า บุคคลทั้ง 6 ราย ที่ถูกคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง DE แจ้งพฤติการณ์ไปยังคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่ามีความเกี่ยวข้องกับ MOU ประกอบด้วย 

1. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ตำแหน่งในขณะนั้น) 

2. นายวัลลภ รุจิรากร (ตำแหน่งในขณะนั้น เลขานุการ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) 

3. นายวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ประธานกรรมการ ก.ล.ต. ในฐานะอดีตปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 

4. นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ (ตำแหน่งในขณะนั้น รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) 

5. ผอ.กองการต่างประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 

6. เจ้าหน้าที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 

โดยทั้งหมดมีพฤติการณ์ตามฐานความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเช้าวันนี้ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้นำส่งสำนวนคดี จำนวน 6 กล่อง แฟ้ม จำนวน 10 แฟ้ม และเอกสารประมาณ 5,000 แผ่น ไปยังสำนักงาน ป.ป.ช.เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว - ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน

DSI สรุปสำนวนคดีสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ดูดข้อมูลคนไทย 1.2 ล้านคน ส่ง 'ป.ป.ช.' พบ 'ขรก.การเมือง-จนท. DE' เอี่ยวรวม 6 ราย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง