ป.ป.ช. ฟันอดีตนายก อบจ.สกลนคร ฉวยโอกาสช่วงภัยหนาว ฮั้วซื้อผ้าห่มแจก

ป.ป.ช. ฟันอดีตนายก อบจ.สกลนคร ฉวยโอกาสช่วงภัยหนาว ฮั้วซื้อผ้าห่มแจก ผลาญภาษีเป็น 10 ล้าน
(12 ส.ค. 69) นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญ กรณีเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการ ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 จังหวัดสกลนคร ได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยหนาว) ในพื้นที่ 18 อำเภอ และมีหนังสือถึงนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร เพื่อขอรับการสนับสนุนผ้าห่มกันหนาวเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยหนาว
จากนั้นนายชัยมงคล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ได้เห็นชอบให้กองคลังดำเนินการตามระเบียบต่อมานายพัฒนา เจ้าหน้าที่พัสดุ กองคลัง องค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ได้มีบันทึกเสนอนายชัยมงคล ขออนุมัติสืบราคาผ้าห่มนวมกันหนาวเพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการจัดซื้อ จากนั้นนายชัยมงคล ได้มีหนังสือสืบราคาไปยังกลุ่มวิสาหกิจชุมชน จำนวน 5 กลุ่ม ปรากฏว่านายสังขพงศ์ ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องนอนดีเน้ หนองบัวสิม อำเภอคำตากล้า ซึ่งได้รับการติดต่อประสานงานจากนางสาวสาธินี ที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ให้เสนอราคาผ้าห่มนวมกันหนาว ได้เป็นผู้จัดทำใบเสนอราคาและเป็นผู้กำหนดราคาของ 4 กลุ่มวิสาหกิจชุมชน อยู่ที่ผืนละ 235 - 238 บาท
และเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2552 องค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนครได้ลงรับเอกสาร ทั้ง 4 ฉบับ ดังกล่าว ส่วนอีก 1 กลุ่ม แจ้งราคากลับมาผืนละ 160 บาท จากนั้นในวันเดียวกัน นายพัฒนา เจ้าหน้าที่พัสดุได้นำราคาของกลุ่มวิสาหกิจทั้ง 5 กลุ่ม มาบวกรวมกันแล้วหารหาค่าเฉลี่ย ได้ราคาเฉลี่ยผืนละ 221.40 บาท และได้เสนอขออนุมัติราคากลางไปยังนายชัยมงคล โดยผ่านความเห็นชอบของนางทองหล่อ หัวหน้าฝ่ายพัสดุ นายสมัย หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ นางพัฒนาวดี ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร และนายสันติ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ตามลำดับชั้น
ปรากฏว่านายชัยมงคล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ลงนามอนุมัติให้จัดซื้อผ้าห่มนวมกันหนาวโดยวิธีกรณีพิเศษ ในราคาผืนละ 220 บาท จำนวน 50,000 ผืน เป็นเงินทั้งสิ้น 11,000,000 บาท ทั้งที่ผ้าห่มนวมกันหนาวดังกล่าวมีคุณลักษณะเฉพาะตามที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกำหนดราคาขายทั่วไปผืนละ 120 - 160 บาท และแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการจัดซื้อโดยวิธีกรณีพิเศษ แต่ปรากฏว่านายพัฒนา ได้ดำเนินการแต่เพียงผู้เดียว โดยได้จัดทำหนังสือเชิญกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 9 กลุ่ม ให้ไปเสนอราคาในวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553 แต่ไม่เชิญกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่เสนอราคาผืนละ 160 บาท ต่อมา นายสังขพงศ์ และนางปาริชาติ ได้จัดทำใบเสนอราคาของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน 9 กลุ่ม แล้วแต่กรณี และนำมายื่นต่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร โดยทั้ง 9 กลุ่ม เสนอราคาผ้าห่มนวมกันหนาวผืนละ 220 บาท เท่ากันทุกกลุ่ม
ซึ่งสูงกว่าราคาที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกำหนดผืนละ 60 บาท จากนั้นนายพัฒนา ได้เสนอให้จัดซื้อผ้าห่มนวมกันหนาวจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทั้ง 9 กลุ่ม และเมื่อวันที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553 นายชัยมงคล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายผ้าห่มนวมกันหนาวกับกลุ่มวิสาหกิจทั้ง 9 กลุ่ม ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2553 นายชัยมงคล ได้อนุมัติเบิกจ่ายเงินค่าจัดซื้อผ้าห่มนวมกันหนาวในนามวิสาหกิจชุมชน ทั้ง 9 กลุ่ม รวมเป็นเงิน 11,000,000 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกำหนด เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อองค์การบริหารส่วนจังหวัดสกลนคร เป็นเงินทั้งสิ้น 3,000,000 บาท
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
การกระทำของนายชัยมงคล นายสันติ นายพัฒนา นายสมัย นางทองหล่อ นางพัฒนาวดี มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 สำหรับนายชัยมงคล และนายสันติ ยังมีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 77 ส่วนนายพัฒนา นายสมัย นางทองหล่อ นางพัฒนาวดี มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
การกระทำของนางสาวสาธินี นายสังขพงศ์ นางปาริชาติ มีมูลความผิดทางอาญาฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐตามฐานความผิดดังกล่าว
การกระทำของคณะกรรมการดำเนินการจัดซื้อผ้าห่มกันหนาวโดยวิธีกรณีพิเศษ จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่า ได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป
ทั้งนี้ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ได้ขาดอายุความแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (6) จึงให้ยุติการดำเนินคดีอาญาในฐานความผิดนี้
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวนเอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนหรือผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน
และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 98 วรรคสี่ และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป และแจ้งผลการพิจารณาให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งทราบ




