สุดโหด เที่ยวร้านคาราโอเกะเชียงใหม่ เจอตีบิลเปล่า 3.1 หมื่น ทั้งที่จ่ายไปแล้วกว่าหมื่นบาท ขู่ไม่จ่ายไม่ได้กลับ

สุดโหด เที่ยวร้านคาราโอเกะเชียงใหม่ เจอตีบิลเปล่า 3.1 หมื่น ทั้งที่จ่ายไปแล้วกว่าหมื่นบาท ขู่ไม่จ่ายไม่ได้กลับ

สุดโหด เที่ยวร้านคาราโอเกะเชียงใหม่ เจอตีบิลเปล่า 3.1 หมื่น ทั้งที่จ่ายไปแล้วกว่าหมื่นบาท ขู่ไม่จ่ายไม่ได้กลับ เผยร้านขาย - เปิด เกินเวลา ล่าสุดเหมือนนกรู้ปิดร้านหนี โอนเงินคืนเหยื่อแต่ไม่ครบ

(4พ.ย.66) ที่ สภ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ น.ส.เอ(นามสมมติ ) อายุ 28 ปี นำหลักฐานเป็นสลิปโอนเงินเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน ว่าถูกร้านคาราโอเกะแห่งหนึ่ง ใกล้กับลานอเนกประสงค์ข่วงประตูท่าแพ ต.ศรีภูมิ อ.เมืองเชียงใหม่ เรียกเก็บเงินถึง 31,000 บาท ทั้งที่ตัวเองได้จ่ายค่าเครื่องดื่มและค่าห้องไปทั้งหมดแล้ว แถมพนักงานยังมีพฤติกรรมข่มขู่หากไม่จ่ายเงินจะไม่ให้ออกร้าน จนต้องยอมจ่ายด้วยความกลัวแลกกับการได้กลับบ้าน 

น.ส.เอ เล่าว่า ที่ผ่านมาไม่เคยเที่ยวร้านคาราโอเกะมาก่อน แต่ช่วงนี้มีลูกพี่ลูกน้องที่เป็นคนไทย (เป็นผู้ชาย ) เดินทางมาจากต่างประเทศและบอกว่าอยากร้องคาราโอเกะ จึงสอบถามเพื่อน ๆ ที่พอจะรู้จักและเพื่อนแนะนำร้านนี้ จากนั้นได้เข้าไปที่ร้านกันสองคนในเวลา 23.43 น. วันที่ 2 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา 

น.ส.เอ เล่าต่อไปว่า เมื่อไปถึงตอนแรกทางร้านแจ้งเงื่อนไขการใช้บริการว่าจะต้องเรียกเด็กมานั่งดริงก์ 2 คน เธอก็ได้เรียกมาและเพิ่มอีกคนเป็นสามคน ค่าดริงก์ชั่วโมงละ 500 บาทต่อคน พร้อมกับสั่งเบียร์ขวดเล็ก 8 ขวด มาดื่มเองและให้เด็กนั่งดริงก์ดื่มด้วย ทางร้านแจ้งว่าเบียร์ขวดละ 190 บาท 

"จากนั้นร้องเพลงไม่นานได้มีเด็กมาเพิ่มอีก 3 คน พนักงานบอกว่าเป็นมาม่าซัง ไม่ต้องจ่ายดริงก์ แต่ขอจ่ายแค่ค่าน้ำส้มให้คนละแก้วก็พอ หลังจากนั้นนั่งไปประมาณ 20 นาที จึงเรียกเก็บเงินชุดแรก โอนจ่ายไป 5,125 บาท" น.ส.เอ กล่าว 

น.ส.เอ กล่าวอีกว่า หลังจากนั้นพนักงานบอกว่าเบียร์หมดแล้ว เธอจึงสั่งไปอีก 12 ขวด มาให้เด็กนั่งดริงก์ดื่มเพราะเกรงใจ ไม่ถึงชั่วโมงก็หมดอีกและเธอได้เรียกเก็บเงินชุดที่สองนี้และโอนจ่ายเป็นเงิน 2,655 บาท หลังจากเคลียร์บิลชุดที่สองไปแล้ว พนักงานมาก็บอกว่าเบียร์หมดอีกและขอให้สั่งอีกหนึ่งโปร 12 ขวด ก็ยอมสั่งเป็นชุดที่สาม พร้อมกับโอนจ่ายไปอีก 2,655 บาท โดยชุดที่สามนี้จ่ายไปในเวลา 01.14 รวม 3 ครั้ง จ่ายไป 10,435 บาท 

น.ส.เอ กล่าวด้วยว่า ต่อมาประมาณตีสองตนเองและญาติจะกลับบ้าน แต่จู่ ๆ พนักงานกลับมาบอกว่ายังมีอีกบิลหนึ่งที่ต้องจ่ายเป็นเงิน 31,000 บาท เธอจึงถามไปว่าค่าอะไร เพราะที่สั่งมาก็ได้จ่ายไปทั้งหมดแล้วและเพิ่งจ่ายไปไม่ถึงชั่วโมง พนักงานอ้างว่ายังไม่ได้จ่ายค่าเด็กนั่งดริงก์พร้อมกับเอาบิลที่ไม่ได้ระบุรายการอะไรมาให้ดู มีแต่จำนวนเงิน ไม่มีรายการอะไรให้อ่าน 

"เมื่อถามไปพนักงานก็ตอบอะไรไม่ได้ ยืนยันว่าจ่ายไปทั้งหมดแล้วและนำหลักฐานสลิปโอนเงินให้ดู พนักงานก็ไม่ยอม ก่อนจะมีหญิงร่างท้วมคนหนึ่งเข้ามาอ้างตัวว่าเป็นเจ้าของร้าน บังคับให้จ่ายเงิน บอกว่าถ้าจ่ายอีก 31,000 บาท จะไสหัวไปที่ไหนก็ไป พร้อมทั้งเอาการ์ดมานั่งประกบไม่ให้ออกจากร้าน ท่าทีข่มขู่" น.ส.เอ 

น.ส.เอ ระบุต่อไปว่า ญาติที่มาด้วยกลัวไม่ได้กลับบ้านและไม่อยากมีเรื่องจึงให้เธอโอนจ่ายไปก่อน เธอจึงโอนให้ 18,000 บาท บอกว่ามีแค่นี้ แต่ทางร้านก็ยังไม่พอใจ ขู่บังคับอีก เธอจึงโอนให้ไปอีก 7,000 บาท รวมต้องจ่ายบิลเปล่าไป 25,000 บาท ก่อนที่ร้านยอมปล่อยตัวกลับบ้านเพราะเธอบอกไปว่ามีเงินแค่นี้  

น.ส.เอ บอกด้วยว่า รู้สึกแย่กับประสบการณ์เลวร้ายกับครั้งแรกที่ได้ไปร้านคาราโอเกะ เงินที่เธอต้องจ่ายไปกับบิลเปล่า 25,000 บาท เรียกได้ว่าเหมือนโดนปล้น ไม่เป็นธรรมกับลูกค้า จึงนำหลักฐานเข้าแจ้งความเพื่อให้ทางร้านคืนเงินให้และแชร์ประสบการณ์กับสื่อมวลชนเพื่อเตือนภัยไม่ให้คนอื่นตกเป็นเหยื่อเหมือนกับเธอ

ต่อมาทีมข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบร้านคาราโอเกะดังกล่าว พบว่าปิดกิจการพร้อมกับปลดป้ายร้านออกไปทั้งหมด ทิ้งไว้เพียงเก้าอี้ไม้สองสามตัวหน้าร้าน และปรากฏว่าหลังจากเข้าแจ้งความ ทางร้านได้ติดต่อน.ส.เอ พร้อมกับขอโอนเงินคืนให้แลกจบเรื่อง แต่คืนให้เพียง 16,000 บาทเท่านั้น บอกว่าจะคืนให้แค่นี้ อ้างว่าที่เหลือเป็นค่ามาม่าซัง โดยเธอยืนยันว่าทางร้านจะต้องคืนเงินให้ทั้งหมดจนครบ 25,000 บาทที่จ่ายไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง