3 เรือน้ำมันเถื่อน เข้าเทียบท่าตำรวจน้ำสงขลา

จนท.ตรวจสอบน้ำมันใน 'เรือน้ำมันเถื่อน' 3 ลำ เหลือแค่พอเดินเรือได้ - ด้าน 'บิ๊กเต่า' ตั้งสอบเจ้าหน้าที่หากพบความผิด ฟันไม่เลี้ยง!

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- เปิดไทม์ไลน์ไล่ล่ายึด "เรือน้ำมันเถื่อน" ของกลางคืนครบ 3 ลำ
- จ่อถอนประกันตัว 3.1 ล้านบาท 15 ลูกเรือหนีคดี 'เรือน้ำมันเถื่อน'
- 'บิ๊กเต่า' บินด่วนสงขลาสอบคดีขโมยเรือน้ำมันของกลาง
- ตำรวจน้ำสงขลาเตรียมรับเรือน้ำมัน แต่อาจล่าช้าเพราะคลื่นลมแรง
ช่วงเวลาประมาณ 19.35 น.วันที่ 17 มิถุนายน 2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำ ได้นำเรือน้ำมันเถื่อน 3 ลำ ทยอยเข้าเทียบท่าที่ท่าเทียบกองกำกับการ 7 กองบังคับการตำรวจน้ำ จังหวัดสงขลา โดยเรือลำแรกเป็นเรือกำไรเงิน ซึ่งมีการพยายามแปลงสภาพทาสีพื้นเรือใหม่จากสีแดงเป็นสีเขียว แต่ยังไม่เสร็จ เนื่องจากถูกกดดันจึงหนีออกมาก่อนถูกตามจับได้ ถัดมาเป็นเรือเจพีและลำสุดท้ายเป็นเรือดาวรุ่ง ซึ่งเครื่องยนต์เสีย เจ้าหน้าที่ลากมาจนถึงท่าเทียบเรือ

เมื่อมาถึง พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วย พลตำรวจตรี พฤทธิพงศ์ นุชนารถ ผู้บังคับการตำรวจน้ำ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้มีคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย ซึ่งเป็นคนไทยทั้งหมด โดยได้เข้าสอบประวัติ อัตลักษณ์บุคคล ก่อนจะมีการตรวจสอบบริเวณรอบลำเรือ และปริมาณน้ำมัน ส่วนผู้ต้องหาทั้งหมดจะฝากขังที่สถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา เพื่อเตรียมตัวนำไปที่กองบังคับการปราบปราม กรุงเทพฯ เพื่อสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

พลตำรวจตรี จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ให้สัมภาษณ์หลังมีการตรวจสอบเบื้องต้นว่า จากข้อมูลที่ตรวจยึดก็ทราบว่า มีการนำน้ำมันในเรือออกไปจำหน่ายแล้ว และมีการพยายามแปลงสภาพของเรือ ไม่ให้เจ้าหน้าที่ตามจับได้ แต่ถูกกดดันจากหลายฝ่ายจากกัมพูชา จึงรีบหนี แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจตามสกัดจับไว้ได้ ขณะที่ปริมาณน้ำมัน มีเหลือไม่มาก อยู่ในปริมาณที่จะใช้เดินเรือได้เท่านั้น หลังจากนี้จะมีการวัดปริมาณให้แน่ชัดว่า แต่ละลำเหลือปริมาณเท่าไหร่
และขอชี้แจงให้ประชาชนได้ทราบว่า เรือของกลาง จำนวน 3 นี้ มีมูลค่าประมาณ 30 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับราคาน้ำมันถ้านำไปขายในท้องทะเล อยู่ที่ลิตรละประมาณ 10 – 15 บาท รวมมูลค่าทั้งหมดประมาณ 4-5 ล้านบาท แต่เรือต้องถูกยึด สร้างความเสียหายให้กับผู้ประกอบการมากกว่า

ส่วนน้ำมันที่หายไปก็จะต้องดำเนินคดีต่อไป ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับ ตามมาตรา 142 การนำพาของกลาง การลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ขณะเดียวกัน ผู้ต้องหาที่หนีหายไปอีก 7 ราย จะต้องมีการติดตามจับกุมต่อไป
ขณะที่การทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งดำเนินการบกพร่องที่มีอยู่ประมาณ 3-4 ราย ทำให้เกิดความเสียหายอาจจะถูกฟ้อง ถือว่าทำหน้าที่ไม่เต็มที่ ก็ต้องรับผิดชอบ โดนทั้งคดีอาญา โดนทั้งวินัย และละเมิดด้วย โดยให้เวลาผู้ที่ทำการตรวจสอบเรื่องนี้ภายใน 7 วัน ว่ามีความบกพร่องในหน้าที่ หรือมีส่วนเกี่ยวข้องทำให้เรือหนีหายออกไปหรือไม่ ซึ่งจะดำเนินการอย่างที่สุดโดยไม่ละเว้น







