ป.ป.ช.ฟัน "นพรัตน์" อดีตผอ.สำนักพุทธฯ ร่วมกับพวกโกงเงินทอนวัด

ข่าวเวิร์คพอยท์
ป.ป.ช.ฟัน "นพรัตน์" อดีตผอ.สำนักพุทธฯ ร่วมกับพวกโกงเงินทอนวัด

ป.ป.ช.ฟัน "นพรัตน์" อดีตผอ.สำนักพุทธฯ ร่วมกับพวกโกงเงินทอนวัด 8 วัด เสียหายกว่า 30 ล้าน

(20ธ.ค.66) นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดทั้งอาญาและวินัยร้ายแรงต่อ นายนพรัตน์ เบญจนานันท์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กับพวกร่วมกันทุจริตเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและพัฒนาวัด ประจำปี 2557 ของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่จัดสรรให้กับ 7 วัด ประกอบด้วย

  1. วัดโพธิ์ทอง จ.พระนครศรีอยุธยา
  2. วัดตำหนัก (ภาวนารม) จ.พระนครศรีอยุธยา
  3. วัดจงกลณี จ.พระนครศรีอยุธยา
  4. วัดเพลง(กลางสวน) กรุงเทพมหานคร
  5. วัดใหญ่ จ.สมุทรปราการ
  6. วัดเกาะแก้วอรุณคาม จ.สระบุรี
  7. วัดห้วยจระเข้ จ.นครปฐม
  8. วัดกลางเหนือ จ.สมุทรสงคราม 

โดยในกรณีของวัดโพธิ์ทอง วัดตำหนัก และวัดจงกลนี นายนพรัตน์ได้อนุมัติจ่ายเงินอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์วัด วัดละ 1,000,000 - 2,000,000 บาท ทั้งที่วัดไม่ได้ยื่นคำขอรับเงินอุดหนุนไปยังสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ผ่านเจ้าคณะพระสังฆาธิการ เจ้าสังกัดและเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองตามลำดับ โดยมีเงื่อนไขว่าวัดที่ขอรับเงินอุดหนุนจะได้รับเงินอุดหนุนเพียงร้อยละ 10 ของเงินที่ได้รับเท่านั้น ส่วนอีกร้อยละ 90 จะต้องส่งคืนให้กับสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติเพื่อนำไปสนับสนุนวัดในถิ่นทุรกันดาร 

และวัดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งหลังได้รับเงินมีการแจ้งเจ้าอาวาสให้เบิกเงินอุดหนุนดังกล่าวมาคืนให้ นางสาวประนอม คงพิกุล โดยวัดโพธิ์ทองได้รับเงิน 90,000 วัดตำหนักได้เงิน 100,000 วัดจงกลนี ได้รับเงิน 2,000,000 แต่ต้องจ่ายคืนให้กับ นางสาวประนอม 1,600,000 บาท ทำให้ได้รับเงินจริงเพียง 400,000 บาท  

ส่วนอีก 5 วัดที่เหลือเป็นกรณีอ้างว่าวัดขอรับเงินอุดหนุนเพื่อบูรณปฏิสังขรณ์เนื่องจากประสบวินาศภัย โดยวัดห้วยจระเข้ วัดใหญ่วัดละ 4,000,000 บาท วัดเพลงและวัดเกาะแก้วอรุณคาม วัดละ 5,000,000 บาท วัดกลางเหนือ 10,000,000 บาท ทั้งที่ในข้อเท็จจริงวัดไม่เคยมีคำขอรับเงินอุดหนุนและไม่ได้ประสบวินาศภัย 

ดังนั้นการกระทำของนายนพรัตน์กับพวก เป็นการอนุมัติเงินอุดหนุนวัดไม่ชอบด้วยหลักเกณฑ์ทำให้เกิดความเสียหายต่อสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ แม้ภายหลังวัดจะเบิกเงินมาใช้ในการบูรณปฏิสังขรณ์วัดจริง โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่รัฐไปเรียกรับเงินหรือขอเงินคืนจากงบประมาณที่ได้รับไปก็ตาม

แต่ ป.ป.ช.ก็เห็นว่าการกระทำของนายนพรัตน์ ทั้ง 8 สำนวนคดี มีมูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 มาตรา 157 มาตรา 162(1)(4) ประกอบมาตรา 83 พ.ร.ป.ป.ป.ช. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 423/1 

รวมทั้งมีการชี้มูลความผิดอาญาพระครูปลัดวิสุทธิวัฒน์ (ไพโรจน์ บุญโสม) พระมหาสมบัติอาภากโร(สมบัติ ระสารักษ์) นางวรัญญู เพชรรัตน์ นางสาวประนอม คงพิกุล นายวสวัตติ์ กิตติธีระสิทธิ์ ตามมาตรา 147 มาตรา 151 มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 พ.ร.ป.ป.ป.ช. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 423/1 รวมถึงชี้มูลความผิดวินัยร้ายแรงต่อนายนพรัตน์ นางสาวประนอมและนายวสวัตติ์ เพิ่มด้วย 

โดย ป.ป.ช. ได้ส่งรายงานการไต่สวนสำนวนเอกสารและคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีในศาลที่มีเขตอำนาจ รวมถึงส่งไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินคววามผิดทางวินัยตามฐานความผิด พร้อมแจ้งให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ 2539 ด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง