คดีที่เป็นที่สุดแห่งข่าวอาชญากรรม ปี 2566

คดีที่เป็นที่สุดแห่งข่าวอาชญากรรม ปี 2566 ไม่พ้นกรณีเด็ก 14 ปีกราดยิงในห้างดัง กับ นช.แป้งแหกคุกที่สั่นสะเทือนสังคมไทย รวมถึงโศกนาฎกรรมรถทัวร์มรณะ อุบัติเหตุที่เกิดความสูญเสียมากที่สุด
ที่สุดของข่าวอาชญากรรมปี 2566 ข่าวเเรกปฏิเสธไม่ได้ที่จะยกให้กรณีของ นักโทษชายเชาวลิต ทองด้วง ฉายา แป้ง นาโหนด หรือเสี่แป้ง หนุ่มเมืองพัทลุง วัย 37 ปี ซึ่งแต่เดิมก่อนเป็นข่าวเขย่าวงการ เขาเป็นคนที่มีชื่อเสียง เป็นผู้กว้างขวาง มีบารมีและอิทธิพลในพื้นที่ ทั้งเล่นการเมืองท้องถิ่น โดยมีรถเบนซ์กันกระสุนเป็นพาหนะอีกด้วย
"แป้ง นาโหนด" ก่อคดีไว้หลายจำนวนมาก ทั้งคดียาเสพติด , ฟอกเงิน ,คดีชิงตัวผู้ต้องหา ไปจนถึงคดีร่วมกันฆ่า ที่ถูกดำเนินคดีมีถึง 17 คดี โดยในความผิดคดีปล้นทรัพย์ ความผิดต่อเสรีภาพ พ.ร.บ.อาวุธปืน ที่ศาลไม่ให้ประกันตัว ทำให้เขาต้องนอนคุก มีกำหนดโทษรวม 21 ปี 3 เดือน 25 วัน หรือต้องพ้นโทษ กลางปี 2586 โดยเสี่ยแป้งถูกย้ายตัวจากเรือนจำกลางพัทลุง มาคุมขังที่เรือนจำกลางนครศรีธรรมราช ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2566 เนื่องจากเป็นผู้มีอิทธิพล ก่อนจะสร้างวีรกรรม วางแผนเข้ารักษาตัวที่ รพ.มหาราช นครฯ แล้วขอผู้คุมเปลี่ยนโซ่ตรวน ใช้ผ้าห่มคลุมโปง ใช้กุญแจไขถอดโซ่ หลบหนีออกจาก รพ.กลางดึก วันที่ 22 ตุลาคม 2566 หนีกบดานในป่าเทือกเขาบรรทัด รอยต่อพัทลุง-ตรัง ส่งผลให้ผู้ช่วยเหลือ 7 คนถูกจับและเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ถูกออกหมายจับ 3 นาย
กระทั่งวันที่ 8 พฤศจิกายน 2566 ตำรวจตามรอยไปเจอ "แป้ง นาโหนด" ที่เพิงพักใกล้น้ำตกโตนเต๊ะ อ.ปะเหลียน เกิดยิงปะทะกัน และเขาสามารถหลบหนีไปได้ และเเม้ตำรวจจะเสริมกำลังอีกหลายร้อยเข้าปิดล้อมติดตาม แต่ก็คว้าลม ท่ามกลางอุปสรรคมากมายในป่าเขาบรรทัด ตำรวจทั้งโดนตัวต่อรุมต่อย โดนทากกัด แม้แต่ปรากฏข่าวตำรวจโดนผีหลอก
แต่ช่วงเย็นวันที่ 24 พฤศจิกายน 2566 แป้ง นาโหนด ทำให้สังคมไทยและวงการสีกากีต้องสะเทือน เมื่อเขาปรากฏตัวผ่านคลิป ระบายถึงเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น หลักใหญ่ใจความ อ้างว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากเจ้าหน้าที่รัฐ ยืนกรานว่าตัวเองติดร่างแหจนถูกดำเนินคดี และวันถัดมา (25 พ.ย. ) ก็ได้ปล่อยอีก 2 คลิปยืนยันเรื่องเดิม พร้อมระบุ ถ้ากลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องและถูกดำเนินคดีก่อนหน้านี้ ไม่ถูกจับกุมด้วย ตนก็จะไม่มอบตัวเด็ดขาด ขณะที่วันเดียวกัน ทางตำรวจถอนกำลังออกจากพื้นที่ตามแนวเชิงเขาบรรทัด
โดย นช.แป้ง มีคดีค้างเก่าที่รอตัดสิน คือ ร่วมกับพวกอีก 11 คน พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2562 เหตุเกิดที่ร้านเติมสุข วาไรตี้ พื้นที่หมู่ 4 ตำบลปางหมู่ อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ซึ่งศาลจังหวัดพัทลุง ได้นัดอ่านคำพิพากษา ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา และแน่นอนว่า แป้ง นาโหนด ไม่มารับฟังคำพิพากษา ศาลจึงออกหมายจับ และนัดอ่านคำพิพากษาลับหลัง ในช่วงเช้าวันที่ 25 ธันวาคม 2566 พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต พร้อมสมุนอีก 4 คน ก่อนหน้านี้คดีเดียวกัน ศาลได้สั่งจำคุกตลอดชีวิต จำเลยทั้ง 9 คน ส่วนเยาวชน 2 คน ที่ร่วมก่อเหตุ ให้คุมประพฤติในสถานพินิจเป็นเวลา 5 ปี
ซึ่งในส่วนของคดีนี้ หากเสี่ยแป้ง ในฐานะผู้ต้องหา ไม่มายื่นอุทธรณ์ด้วยตนเอง ภายใน 30 วัน ก็ถือว่าคดีสิ้นสุดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น อย่างไรก็ตาม เป็นเวลามากกว่า 2 เดือนแล้ว ที่ทางการไม่สามารถจับกุมตัวเขาได้ และเชื่อว่า นักโทษรายนี้ ได้หลบหนีไปประเทศมาเลเซียแล้ว ล่าสุดมีการตำรวจสากล เพื่อออกหมายแดง ติดตามจับกุมตัวแล้ว

อีกเหตุการณ์ ที่สะเทือนใจและเป็นฝันร้ายของสังคมเมือง ทั้งในแง่ความร้ายแรงอุกอาจและอายุของผู้ก่อเหตุ ที่สำคัญยังตอกย้ำให้หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องตระหนัก ในคือ เหตุเด็กชาย 14 ปีกราดยิงที่ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน กทม.ที่กองพิสูจน์หลักฐาน เก็บกระสุนปืนหลังเกิดเหตุได้ถึง 40 นัด เหตุเกิดช่วงเย็นวันที่ 3 ตุลาคม 2566 อาวุธคือปืนแบลงก์กันดัดแปลง มีผู้เสียชีวิต 3 ราย เป็นนักท่องเที่ยวสาวจีน คนงานหญิงเมียนมา ที่เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ และหญิงสาวชาวไทย ที่ถูกยิงที่ศีรษะเข้าสมอง 2 นัด และที่ชายโครงอีก 2 นัด อาการโคม่า ก่อนเสียชีวิตที่ รพ.จุฬาฯในวันที่ 13 ตุลาคม และผู้บาดเจ็บอีก 4 ราย เป็นคนไทย 2 คน ชาวจีน 1 คน และชาวลาวอีก 1 คน รักษาตัวที่ รพ.ตำรวจ , รพ.จุฬาฯ และ รพ.กรุงเทพคริสเตียน
ผู้ก่อเหตุวัย 14 ปีถูกจับกุม โดยตำรวจใช้เวลาชั่วโมงกว่า ในการเจรจาให้มอบตัว เจ้าตัวอ้างหูแว่ว มีเสียงบอกให้ก่อเหตุ ลักษณะป่วยจิตเวช ซึ่งตำรวจได้ส่งตัวไปที่ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนฯ เบื้องต้น ได้ดำเนินคดีกับเยาวชนผู้ก่อเหตุ ใน 5 ข้อหา คือ ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน , พยายามฆ่า , มีอาวุธปืนไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต , พกพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และยิงปืนในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต
สำหรับผู้ปกครอง ตำรวจจะพิจารณาพยานหลักฐาน รวมถึงสอบสวนว่า เข้าข่ายมีความผิด ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กฯ หรือไม่ด้วย ซึ่งจากการเข้าตรวจค้นบ้านพักย่านบางแคที่ผู้ก่อเหตุอาศัย พบอาวุธบางส่วนและเครื่องกระสุนหลายรายการในห้องนอน โดยผู้ปกครองอ้างว่า ไม่ทราบว่าเลยว่า ลูกมีพฤติกรรมสะสมปืน และตำรวจที่เกี่ยวข้องกับคดีก็มองเช่นนั้น
คดีนี้ศาลมีคำสั่งให้ควบคุมตัวเยาวชน 14 ปีที่ก่อเหตุ ไว้ในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เพื่อให้สถานพินิจ ตรวจสอบสภาพจิตใจของผู้ต้องหา ขณะที่ผู้ปกครองของผู้ก่อเหตุ ไม่ได้ยื่นประกันตัวแต่อย่างใด ขณะเดียวกันได้แสดงความเสียใจและขอโทษผู้สูญเสียด้วยความจริงใจเช่นกัน
กรณีดังกล่าว ทำให้หลายฝ่ายตระหนักถึงมาตรการความปลอดภัย รวมถึง การเข้าถึงอาวุธหรือสิ่งเทียมอาวุธและปืนดัดแปลงต่างๆ โดย วันที่ 5 ตุลาคม หลังเกิดเหตุกราดยิง 2 วัน ตำรวจ สน.ยานนาวา ได้ขออนุมัติหมายจับ ชาว จ.ยะลา 2 คน ที่จำหน่ายอาวุธปืนแบลงก์กันให้กับผู้ก่อเหตุ ผ่านช่องทางออนไลน์ คือเป็นปืนยี่ห้อ กล็อก 19 ในวงเงิน 16,000 บาท และยังพบของกลางหลายรายการ และผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องยังได้กำหนดมาตรการ เกี่ยวกับการควบคุมอาวุธปืนและเครื่องกระสุน รวมถึงสิ่งเทียมปืน ให้รัดกุมเข้มงวดมากขึ้นด้วย

สุดท้ายที่ต้องพูดถึง คือโศกนาฎกรรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุการใช้รถใช้ถนน ที่สร้างความสลดให้กับคนจำนวนมาก นั่นคือกรณีรถทัวร์โดยสารประจำทางของ บริษัท ศรีสยามเดินรถ จำกัด (กรุงเทพฯ-นาทวี) ยี่ห้อ วอลโว่ สีฟ้า-ขาว หมายเลขทะเบียน 14-3301 กทม. เสียหลักลงไหล่ทางฝั่งซ้าย หน้าอุทยานแห่งชาติหาดวนกร พื้นที่ ต.ห้วยยาง อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ชนกับต้นไม้ต้นพะยอมขนาดใหญ่ ขนาดประมาณ 2 คนโอบ บริเวณถนนเพชรเกษม ฝั่งขาล่องใต้ กม.331+450 เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 00.20 น. วันที่ 5 ธันวาคม 2566
รถทัวร์คันดังกล่าว มีผู้โดยสารทั้งหมด 49 ราย รวมคนขับด้วย และอุบัติเหตุครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 15 ราย บาดเจ็บ 34 ราย เจ้าหน้าที่กระจายส่งรักษาทั้งที่โรงพยาบาลทับสะแก และโรงพยาบาลประจวบคีรีขันธ์ โดยมีเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 14 ราย รวมถึงพนักงานคนขับรถสำรอง วัย 31 ปี ชาวจังหวัดเพชรบูรณ์ด้วย
และ 2 ใน 14 คนที่เสียชีวิต คือหญิงอายุ 55 ปี และ “น้องดอกเข็ม” อายุ 18 ปี ดาว TikTok สองแม่ลูก ชาวอำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช รวมอยู่ด้วย หลังเดินทางเพื่อพาน้องดอกเข็มไปสอบสัมภาษณ์ที่ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งโลกโซเชียลได้แชร์ภาพทั้งคู่และแสดงความอาลัยกันเป็นจำนวนมาก
โดยผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่นั่งเบาะฝั่งขวา คือฝั่งเดียวกันกับคนขับ โดยผู้โดยสารที่นั่งชั้นบนเสียชีวิต 7 ราย ชั้นล่าง 3 ราย และมีผู้กระเด็นตกออกมานอกรถเสียชีวิต 4 ราย อย่างไรก็ตาม ผู้โดยสาร 2 รายที่กระเด็นออกมานอกรถ แต่รอดชีวิต คือ เด็กอายุ 4 ขวบ ไม่ได้รับบาดเจ็บ และหนุ่มอายุประมาณ 17 ปี ซึ่งนั่งด้านหน้าก็หลุดออกมาจากรถ และไม่ได้รับบาดเจ็บเช่นเดียวกัน
ขณะที่ผู้เสียชีวิตรายที่ 15 เป็นผู้โดยสารหญิงอายุ 29 ปี ชาวนครสวรรค์ ที่สมองบวมอาการสาหัส ส่งรักษาที่ รพ.ประจวบคีรีขันธ์ ก่อนจะเสียชีวิตในวันที่ 9 ธันวาคม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งเยียวยาผู้เสียชีวิตทุกราย รวมทั้งสำนักงานประกันสังคมในส่วนที่เป็นผู้ประกันตนด้วย
สำหรับสาเหตุของโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ตำรวจสรุปว่า มาจากพนักงานรถมีอาการหลับใน ส่วนสภาพรถทัวร์ไม่มีการดัดแปลง และไม่มีสิ่งผิดกฎหมาย และจากการตรวจสอบระบบจีพีเอสความเร็วรถก่อนเกิดเหตุ พบว่าใช้ความเร็วอยู่ที่ 88 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งไม่เกินกว่าความเร็วที่กฎหมายกำหนด (90 กม.ต่อชม.) และตำรวจ สภ.ห้วยยาง เจ้าของคดี ได้แจ้งข้อหาพนักงานขับรถทัวร์ ซึ่งได้รับบาดเจ็บเช่นกัน ในฐาน "ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย บาดเจ็บสาหัสและได้รับบาดเจ็บ" ซึ่งเจ้าตัวให้การรับสารภาพว่าหลับใน และจากการตรวจเลือดไม่พบสารเสพติด ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์
จากโศกนาฏกรรมดังกล่าว ในการประชุมระดับจังหวัด (จ.ประจวบฯ) ได้วางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่มีวันหยุดยาว มีประชาชนเดินทางจำนวนมากผ่าน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขึ้นล่อง 14 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งสำนักงานขนส่งประจวบฯ กำหนดความเข้มงวดตรวจสอบสภาพความพร้อมของรถโดยสารสาธารณะ และพนักงานขับรถทุกราย หากมีพนักงานขับรถที่มีอาการด้านสุขภาพไม่ปกติ ให้หยุดทำหน้าที่ทันที พร้อมเน้นย้ำ ตรวจสอบผู้โดยสารให้คาดเข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง มีจุดพักรถเพิ่มเติมที่เชิงเขาทุ่งกระต่ายขัง ต.อ่าวน้อย อ.เมืองประจวบฯด้วย





