'ทนายดัง' ชี้เป็นการสมัครใจ ปมสาวถูกหนุ่มจีนหลอกรักจนท้องแล้วทิ้ง เพราะได้ลูกสาว

'ทนายดัง' ชี้เป็นการสมัครใจของสองฝ่าย กรณีสาวถูกหนุ่มจีนหลอกรักจนท้องก่อนชิ่งหนี หลังรู้เพศสภาพทารกเป็นเพศหญิง ผู้เสียหายเชื่อว่าเป็นกระบวนการล่าเด็กเพศชาย

1 ธ.ค. 66 จากกรณีพริตตี้สาววัย 36 ปี ร้องสื่อถูกหนุ่มชาวจีนหลอกแต่งงาน แต่ขาดการติดต่อหลังตั้งท้องและได้ลูกสาว เชื่อเป็นขบวนการหลอกหาหญิงไทยแต่งงานเพื่อล่าลูกชาย
ล่าสุด ผู้สื่อข่าวเวิร์คพอยท์ เดินทางไปที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ใน อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นบ้านของ นายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ทนายความและประธานเครือข่ายรณรงค์ทวงคืนความยุติธรรมในสังคม ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีที่เกิดขึ้นว่า เคสลักษณะนี้เข้าข่ายความผิดใดหรือไม่
นายรณณรงค์ ได้ให้ความเห็นทางกฎหมายเอาไว้ว่า อยากให้หญิงผู้เสียหายวางสติลงก่อน แล้วมองตามความเป็นจริง เพราะว่านี่ไม่ใช่คดีค้ามนุษย์ ไม่เห็นว่าจะมีใครได้เงินจากเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นคดีนี้จึงไม่ใช่การค้ามนุษย์ แต่เป็นการสมัครใจของสองฝ่ายในการคบหาดูใจกัน แต่งงานกัน แต่เผอิญว่าฝ่ายชายเขาทิ้งไปเท่านั้น
หากถามว่าทางกฎหมายสามารถทำอะไรได้บ้าง ตอนนี้ตนต้องพูดว่ายังไม่สามารถทำอะไรได้ เนื่องจากเด็กยังไม่คลอด ต้องรอให้เด็กคลอดออกมาอยู่รอดเป็นทารกแล้วจึงจะสามารถไปฟ้องร้องเรียกค่าเลี้ยงดูบุตรได้ อีกทั้งคู่นี้ก็ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน หากมีการฟ้องร้องจริง ฝ่ายชายจ่ายแค่ค่าดูแลลูก ไม่ต้องจ่ายให้ฝ่ายหญิงแต่อย่างใด

ส่วนประเด็นที่ฝ่ายหญิงนำเงินไปเตรียมจัดงานแต่งสูญเงินไปกว่าเกือบ 100,000 บาทนั้น ถ้ามีการหมั้นหมายมีการตกลงกันตามกฏหมายไทย ที่ระบุว่าฝ่ายหญิงจะต้องได้รับทรัพย์สินที่ผู้ชายส่งมอบให้จะราคาเท่าไรไม่สำคัญ แต่ต้องมีการส่งมอบทรัพย์สินจริง ๆ ซึ่งตนมักจะบอกหลายคนอยู่เป็นประจำว่าให้มัดจำมาก่อน ซัก 500 บาทเพื่อให้การหมั้นหมายสมบูรณ์แบบตามกฏหมายไทย ซึ่งหากฝ่ายชายเบี้ยวงานแต่ง ค่าเสียหายที่ฝ่ายหญิงสูญไปรวมทั้งค่าเสียชื่อเสียง ฝ่ายหญิงสามารถฟ้องร้องฝ่ายชายได้
โดยคดีนี้แบ่งเป็นสองส่วนหลัก ๆ ส่วนแรกให้เดินทางไปฟ้องศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง เรียกค่าเลี้ยงดูบุตร ส่วนที่สอง ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายที่ฝ่ายชายละเมิดไม่ยอมแต่งงานตามกำหนดการ แต่จะติดปัญหาตรงที่ฝ่ายชายไม่ได้อยู่อาศัยในประเทศไทย ฝ่ายหญิงจึงจำต้องเดินทางไปฟ้องร้องที่ศาลจีน เนื่องจากกฎหมายในการเอาผิดของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน
ฉะนั้นตนขอย้ำอีกครั้งว่า ฝ่ายหญิงหมดสิทธิ์ที่จะฟ้องร้องฝ่ายชายในความผิดทางอาญา เพราะว่าคดีนี้อาจเข้าข่ายความผิดทางแพ่งเท่านั้น ส่วนแม่สื่อที่ฝ่ายหญิงอ้างถึงนั้น ต้องถามว่าแม่สื่อคนนั้นได้เงินจากเรื่องนี้หรือไม่ แล้วมีหลักฐานที่จะเอาผิดหรือไม่ ซึ่งหากการจ่ายเงินให้แม่สื่อมีหลักฐานชัดเจนอาจเข้าข่ายกระบวนการค้ามนุษย์ แต่ถ้าไม่มีการจ่ายเงินให้นั้นแม่สื่อก็เปรียบเสมือนล่ามแปลภาษาให้สองฝ่ายเท่านั้นเอง สุดท้ายตนมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทั่วไปในชีวิตประจำวันของคนในสังคมไทย แต่อย่างไรก็ตามฝากเป็นกำลังใจให้ฝ่ายหญิงด้วยเช่นกัน




