“เหลี่ยมจัดก็ตัดทิ้ง” เราควรเลือกคบคนจากอะไร? คำตอบจากสามก๊ก ถึงเชกสเปียร์ และอริสโตเติล

“เหลี่ยมจัดก็ตัดทิ้ง” เราควรเลือกคบคนจากอะไร? คำตอบจากสามก๊ก ถึงเชกสเปียร์ และอริสโตเติล
“เหลี่ยมจัดก็ตัดทิ้ง” เราควรเลือกคบคนจากอะไร?
คำตอบจากสามก๊ก ถึงเชกสเปียร์ และอริสโตเติล
.
"ความสามารถอาจทำให้คนคนหนึ่งประสบความสำเร็จ
แต่ความไว้วางใจต่างหาก ที่ทำให้ผู้คนยังอยากเดินร่วมทางกับเขา"
มนุษย์ใช้เวลาหลายพันปีสร้างอาณาจักร ทำสงคราม เขียนวรรณกรรม และคิดค้นปรัชญา แต่มีคำถามหนึ่งที่ดูเหมือนจะยังไม่มีคำตอบสำเร็จรูป
เราควรเลือกคบคนจากอะไร? จากความฉลาดหรือความซื่อสัตย์ จากความสามารถหรือความจริงใจ จากผลประโยชน์ที่มีร่วมกัน หรือจากคุณธรรมที่อีกฝ่ายยึดถือ
น่าสนใจว่า แม้อารยธรรมของโลกจะถือกำเนิดต่างยุค ต่างภาษา และต่างความเชื่อ แต่เมื่อพูดถึง "ความไว้วางใจ" และ "การทรยศ" กลับให้คำตอบไปในทิศทางเดียวกันอย่างน่าประหลาด
ราวกับมนุษย์ทุกยุคทุกสมัยกำลังพยายามเตือนคนรุ่นหลังด้วยเรื่องเล่าของตนเองว่า การเลือกคน อาจเป็นการตัดสินใจที่สำคัญไม่แพ้การเลือกเส้นทางของชีวิต
.
<สามก๊ก โลกที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม แต่ให้ค่า "ความไว้ใจ">
หากมีวรรณกรรมจีนสักเรื่องที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นตำราการเมือง การสงคราม และการอ่านคน ก็คงหนีไม่พ้น สามก๊ก นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ของ หลัวกวั้นจง ที่เล่าเรื่องการแย่งชิงอำนาจหลังการล่มสลายของราชวงศ์ฮั่น
หลายคนจดจำสามก๊กในฐานะเรื่องของกลศึก การวางแผน และเล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง
แต่เมื่ออ่านอย่างละเอียด จะพบว่า แก่นของเรื่องกลับไม่ใช่การแข่งขันว่าใครฉลาดกว่ากัน หากเป็นการแข่งขันว่า ใครมองคนออกมากกว่า
“โจโฉ” หนึ่งในตัวละครสำคัญที่สุดของเรื่อง เคยกล่าวประโยคที่กลายเป็นตำนานว่า
"ข้ายอมทรยศคนทั้งโลก ดีกว่าให้คนทั้งโลกทรยศข้า"
หลายคนตีความว่านี่คือคำพูดของคนโหดเหี้ยม
แต่อีกด้านหนึ่ง มันสะท้อนความหวาดระแวงที่ผู้มีอำนาจแทบทุกยุคต้องเผชิญ
ศัตรูที่ยืนอยู่ตรงหน้าอาจเอาชนะได้ แต่คนที่ยืนอยู่ข้างหลังเรา กลับเป็นภัยที่คาดเดาได้ยากกว่า
ตลอดทั้งเรื่อง สามก๊ก ความพ่ายแพ้จำนวนไม่น้อยไม่ได้เกิดจากการขาดแม่ทัพที่เก่งกว่า หากเกิดจากการไว้ใจคนผิด หรือประเมินความภักดีของผู้คนผิดพลาด
ตลอดทั้งเรื่อง สามก๊กทำให้เราเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ผู้แพ้จำนวนไม่น้อยไม่ได้แพ้เพราะมีกองทัพอ่อนแอกว่า หากแพ้เพราะอ่านคนผิด ไว้ใจคนผิด หรือประเมินความภักดีของผู้คนผิดพลาด
ราวกับหลัวกวั้นจงกำลังฝากข้อสังเกตไว้ว่า
ความสามารถอาจพาชนะสงคราม
แต่ความไว้วางใจต่างหาก ที่ทำให้อาณาจักรอยู่รอด
.
<“พระคัมภีร์” เงิน 30 เหรียญที่หมดค่า แต่ชื่อยังคงอยู่>
หากสามก๊กอธิบายเรื่องความไว้วางใจผ่านการเมืองพระคัมภีร์กลับอธิบายผ่านศีลธรรม
ในประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนา ยูดาส อิสคาริโอท (Judas Iscariot) รับเงินเพียง 30 เหรียญเงิน เพื่อชี้ตัวพระเยซูแก่ผู้ที่จะเข้าจับกุมพระองค์
เงินสามสิบเหรียญนั้นหมดความหมายไปนานแล้ว
แต่ชื่อของ "ยูดาส" กลับมีอายุยืนกว่าสองพันปี
จนกลายเป็นคำที่ผู้คนทั่วโลกใช้แทนความหมายของ "ผู้ทรยศ"
น่าสนใจว่า โลกไม่ได้จดจำยูดาสเพราะจำนวนเงินที่เขาได้รับ แต่จดจำเพราะสิ่งที่เขาเลือกแลกกับเงินจำนวนนั้น นั่นคือ "ความไว้วางใจ"
ราวกับประวัติศาสตร์กำลังเตือนเราว่าผลประโยชน์จากการหักหลังอาจอยู่เพียงชั่วครู่
แต่ชื่อเสียงที่เกิดจากการกระทำนั้น อาจติดตามมนุษย์ไปชั่วชีวิต ซึ่งอาจยาวนานกว่าชีวิตเสียอีก
.
<“เชกสเปียร์” บาดแผลที่ลึกที่สุด มักมาจากคนที่เราไว้ใจ>
ในบทละคร “Julius Caesar “ โดย “วิลเลียม เชกสเปียร์” เขาไม่ได้เพียงเล่าเหตุการณ์ลอบสังหารผู้นำผู้ยิ่งใหญ่แห่งสาธารณรัฐโรมัน
หากกำลังตั้งคำถามถึงธรรมชาติของอำนาจ ความภักดี และการทรยศ
เรื่องราวอ้างอิงจากเหตุการณ์จริงในปี 44 ก่อนคริสตกาล เมื่อ จูเลียส ซีซาร์ ถูกสมาชิกวุฒิสภาโรมันร่วมกันลอบสังหาร เพราะหวั่นเกรงว่าเขาจะรวบอำนาจจนกลายเป็นทรราช
แต่บุคคลที่ทำให้เหตุการณ์นี้กลายเป็นโศกนาฏกรรม ไม่ใช่ผู้สมคบคิดทั้งหมด หากคือ มาร์คัส จูเนียส บรูตุส ชายผู้เป็นทั้งคนใกล้ชิดและผู้ที่ซีซาร์ไว้วางใจอย่างยิ่ง
เชกสเปียร์จึงให้กำเนิดประโยคที่กลายเป็นอมตะ
Et tu, Brute?
"แม้แต่เจ้าด้วยหรือ บรูตุส?"
ไม่ว่าซีซาร์ในประวัติศาสตร์จะพูดประโยคนี้จริงหรือไม่ แต่ในโลกของวรรณกรรม ประโยคสั้น ๆ นี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของการถูกหักหลังจากคนที่เราไว้ใจที่สุด
สิ่งที่ทำให้ฉากนี้อยู่เหนือกาลเวลา ไม่ใช่ภาพการลอบสังหาร หากเป็นอารมณ์ที่มนุษย์ทุกยุคเข้าใจได้ นั่นคือความรู้สึกเมื่อพบว่า คนที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้าม คือคนที่เราเคยมอบความไว้วางใจให้
เชกสเปียร์จึงไม่ได้ใช้การเมืองเพื่อเล่าเรื่องการเมือง
หากใช้การเมืองเพื่ออธิบายธรรมชาติของมนุษย์ที่ว่า
“บาดแผลจากศัตรูอาจสมานได้ แต่บาดแผลจากผู้ที่เราเคยไว้ใจ มักติดอยู่ในความทรงจำนานกว่านั้น”
.
<“ดันเต” เหตุใดนรกชั้นลึกที่สุด จึงเป็นของผู้ทรยศ>
หากมีวรรณกรรมสักเรื่องที่ทรงอิทธิพลต่อโลกตะวันตกพอ ๆ กับพระคัมภีร์ เรื่องนั้นคงหนีไม่พ้น “The Divine Comedy” ผลงานของ “ดันเต อาลีกีเอรี” (Dante Alighieri) กวีชาวอิตาลีในศตวรรษที่ 13-14 ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น "บิดาแห่งภาษาอิตาลี" และเป็นหนึ่งในนักประพันธ์ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์วรรณกรรมโลก
ในผลงานชิ้นเอกของเขา ดันเตจินตนาการการเดินทางผ่าน นรก (Inferno) แดนชำระบาป (Purgatorio) และสวรรค์ (Paradiso) เพื่อสำรวจความหมายของบาป คุณธรรม และความยุติธรรม
สิ่งที่น่าสนใจคือ ดันเตแบ่งนรกออกเป็นเก้าชั้น
หากถามว่าขุมนรกชั้นลึกที่สุดควรเป็นของใคร หลายคนอาจตอบว่า ฆาตกร หรือทรราช
แต่ดันเตกลับตอบไม่เหมือนใคร
เขาวาง ยูดาส อิสคาริโอท, บรูตุส และ แคสเซียส ไว้ในนรกชั้นที่เก้า ซึ่งเป็นขุมนรกชั้นลึกที่สุด โดยทั้งสามล้วนมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน นั่นคือการทรยศต่อผู้ที่ตนควรจงรักภักดี ยูดาสทรยศต่อพระเยซู
ส่วนบรูตุสและแคสเซียสทรยศต่อจูเลียส ซีซาร์
เหตุผลของดันเตเรียบง่าย แต่ลุ่มลึก
การฆ่าคน อาจทำลายชีวิตเพียงชีวิตเดียวแต่การทรยศ ทำลายสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ "ความไว้วางใจ"
และเมื่อความไว้วางใจพังทลาย ครอบครัว องค์กร สังคม หรือแม้แต่รัฐ ก็เริ่มแตกร้าวจากภายใน
สำหรับดันเต บาปที่ร้ายแรงที่สุดจึงไม่ใช่การใช้ความรุนแรง หากเป็นการทำลายสายสัมพันธ์ที่ทำให้มนุษย์สามารถอยู่ร่วมกันได้
.
< “อริสโตเติล” มิตรภาพที่แท้จริง ไม่ได้เริ่มจากผลประโยชน์>
หากวรรณกรรมหลายเรื่องพยายามอธิบายว่า "คนแบบไหนที่ไม่ควรไว้ใจ"
“อริสโตเติล” นักปรัชญาชาวกรีกกลับตั้งคำถามอีกด้านหนึ่ง
แล้วคนแบบไหน ที่ควรเดินร่วมทางกับเรา?
ในหนังสือ “Nicomachean Ethics” ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานด้านจริยศาสตร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของโลกตะวันตก อริสโตเติลแบ่งมิตรภาพออกเป็นสามประเภท
มิตรภาพที่เกิดจากผลประโยชน์
มิตรภาพที่เกิดจากความพึงพอใจ
และมิตรภาพที่เกิดจากคุณธรรม
สองแบบแรกต่างก็มีเหตุผลของการคบหา แต่ก็มีเงื่อนไขของการสิ้นสุดเช่นกัน
เมื่อผลประโยชน์หมดลง หรือความสุขเปลี่ยนไป ความสัมพันธ์ก็อาจจบลงได้
มีเพียงมิตรภาพที่ต่างฝ่ายต่างเห็นคุณค่าของ "ตัวตน" และ "คุณธรรม" ของกันและกันเท่านั้น ที่อริสโตเติลมองว่าสามารถยืนยาวได้
กว่าสองพันปีผ่านไป โลกอาจเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่คำอธิบายของเขากลับยังร่วมสมัยอย่างน่าประหลาด
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนอาจไม่ได้เกิดจากการที่ต่างฝ่าย "ได้อะไร" จากกัน
หากเกิดจากการที่ต่างฝ่ายต่างเชื่อว่า อีกฝ่ายเป็นคนที่ควรค่าแก่ความไว้วางใจ
.
< “มาคิอาเวลลี” อาณาจักรไม่ได้ล่มสลาย เพราะศัตรูเพียงอย่างเดียว
เมื่อเอ่ยถึง “The Prince” หลายคนมักนึกถึงภาพของ “นิโคโล มาคิอาเวลลี” ในฐานะนักคิดที่สนับสนุนให้ผู้ปกครองใช้เล่ห์เหลี่ยมทุกวิถีทาง
แต่หากอ่านงานของเขาอย่างละเอียด จะพบว่าคำถามสำคัญที่มาคิอาเวลลีพยายามตอบไม่ใช่ว่า
"จะใช้อำนาจอย่างไร"หากเป็น"จะรักษารัฐให้ดำรงอยู่ได้อย่างไร"
สำหรับเขา ผู้ปกครองย่อมต้องเผชิญศัตรูภายนอกอยู่เสมอ
แต่ภัยที่น่ากลัวยิ่งกว่า คือการสูญเสียความภักดีของผู้คนภายใน
ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยอาณาจักรที่ไม่ได้ล่มสลายเพราะสงคราม หากพังทลายจากการทรยศ การแตกแยก และการสูญเสียความไว้วางใจของผู้คนที่เคยอยู่ฝ่ายเดียวกัน
ศัตรูภายนอกนั้นมองเห็นได้แต่ศัตรูที่ซ่อนอยู่ในวงใน มักเผยตัวเมื่อสายเกินไป
ในแง่นี้ มาคิอาเวลลีจึงไม่ได้กำลังสอนให้ผู้ปกครอง "ไว้ใจใครไม่ได้"
หากกำลังเตือนว่า
ผู้ที่มองคนผิด ย่อมรักษาอำนาจไว้ได้ไม่นาน
.
เวลาผ่านไปกว่าสองพันปี ราชวงศ์ฮั่นสิ้นสุดลงแล้ว สาธารณรัฐโรมันกลายเป็นประวัติศาสตร์
เหรียญเงินสามสิบเหรียญไม่มีความหมายอีกต่อไป
แต่ชื่อของโจโฉ ยูดาส บรูตุส ดันเต และคำสอนของอริสโตเติล ยังคงถูกกล่าวถึงไม่ใช่เพราะพวกเขามอบคำตอบให้ทุกเรื่องในชีวิต หากเพราะพวกเขาต่างพยายามตอบคำถามเดียวกัน
เราควรเลือกคบคนจากอะไร?
สามก๊กตอบผ่านสงคราม พระคัมภีร์ตอบผ่านศรัทธา เชกสเปียร์ตอบผ่านโศกนาฏกรรม
ดันเตตอบผ่านขุมนรก อริสโตเติลตอบผ่านปรัชญา
แม้หนทางจะแตกต่าง แต่คำตอบกลับเดินมาบรรจบกัน
ความสามารถอาจพาใครคนหนึ่งไปสู่ชัยชนะ แต่ความไว้วางใจต่างหาก ที่ทำให้ยังมีผู้คนเลือกเดินร่วมทางกับเขา
ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่อารยธรรมทุกแห่ง ต่างใช้เรื่องเล่าของตนเอง เพื่อเตือนคนรุ่นหลังไม่ให้ลืมว่า การเลือกคน อาจเป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต
เขียนและเรียบเรียงโดย
ธนรัชต์ ตูสมบัติ บรรณาธิการบริหารข่าวเวิร์คพอยท์

-01_0-768x432-b5b81b35.webp)


