ปืนล้น-อาชญากรรมเฟ้อ: ทางออกจากสังคมเสี่ยงภัยอยู่ที่ไหน?

เมื่ออาวุธปืนล้นเมืองและกว่า 4 ล้านกระบอกคือปืนเถื่อน ความปลอดภัยของสังคมไทยจึงสั่นคลอน เจาะสถิติน่าตกใจ ช่องโหว่ของปืนสวัสดิการ และวิกฤตเด็กเข้าถึงปืนเถื่อนง่ายแค่ปลายนิ้ว แล้วทางออกเพื่อเพื่อปิดฉากวงจรอาชญากรรมนี้อย่างยั่งยืนคืออะไร?
(11 ส.ค. 69) ปัญหาอาวุธปืนกับความปลอดภัยในสังคมไทยกลับมาเป็นประเด็นที่ต้องขบคิดและหาทางออกอย่างจริงจังอีกครั้ง เมื่อช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาเกิดเหตุอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ ที่มีปืนเป็นอาวุธสังหารหลัก ติดๆ กันหลายคดีใหญ่ ทั้งคดีของ “ไอ้ป๋องและพรรคพวก” ที่ก่อเหตุอุ้มฆ่าอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย, คดีเด็กนักเรียนชายอาวุธ 14 ใช้ปืนของปู่ ปลิดชีพปู่กับย่า ก่อนก่อเหตุกราดยิงที่โรงเรียนชื่อดังย่านบางกรวย, หรือสดๆ ร้อนๆ กับกรณีของอดีต สส.นนทบุรี บุกยิงนายก อบจ.นนทบุรีเสียชีวิต
.
อาชญากรรมสะเทือนขวัญเกิดขึ้นท่ามกลางคำถามจากสังคมว่าอาวุธเหล่านี้หลุดรอดเข้ามาและเข้าถึงมือผู้ก่อเหตุได้อย่างไร ในขณะที่สถิติต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของระบบควบคุมความปลอดภัยในปัจจุบัน ซึ่งเชื่อมโยงตั้งแต่ปริมาณปืนมหาศาล ช่องโหว่ทางกฎหมาย ไปจนถึงพฤติกรรมการเข้าถึงของเยาวชน
.
ข้อมูลของ Small Arms Survey จากปี 2560 เปิดเผยสถิติที่น่าตกใจว่า พลเรือนไทยมีอาวุธปืนในครอบครองประมาณ 10.4 ล้านกระบอก สัดส่วนการครอบครองอยู่ที่ 15.1 กระบอก ต่อประชากร 100 คน มากเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน และอยู่ในอันดับ 13 ของโลก ในจำนวนดังกล่าวมีอาวุธปืนที่มีทะเบียนถูกต้องประมาณ 6 ล้านกระบอก ขณะที่อีกกว่า 4 ล้านกระบอกเป็นอาวุธปืนที่ไม่มีทะเบียนอยู่ในระบบ หรือที่เรียกว่า “ปืนเถื่อน” ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 40% ของจำนวนปืนทั้งหมด สะท้อนให้เห็นช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างจำนวนอาวุธปืนที่มีอยู่จริงกับระบบทะเบียนที่ภาครัฐสามารถตรวจสอบได้
.
ปริมาณปืนนอกระบบเหล่านี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานการณ์ความปลอดภัยในภาพรวม โดยข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปีงบประมาณ 2566 พบว่า มีคดีเกี่ยวกับอาวุธปืนและวัตถุระเบิดรวม 72,110 คดี และในจำนวนนั้นเป็นคดีเกี่ยวกับ “ปืนเถื่อน” ถึง 34,806 คดี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของคดีทั้งหมด ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงปัญหาการมีปืนไว้ในครอบครองเท่านั้น แต่ยังตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของระบบควบคุมอาวุธปืนตั้งแต่ต้นทางจนถึงการบังคับใช้กฎหมาย
.
ไม่เพียงแต่วงจรอาชญากรรมทั่วไปเท่านั้น แต่ปัญหายังทวีความรุนแรงและใกล้ตัวมากยิ่งขึ้นเมื่อกลุ่มเด็กและเยาวชนสามารถเข้าถึงอาวุธได้ง่าย แม้ตามกฎหมายเด็กและเยาวชนจะไม่มีสิทธิ์ขอใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืน แต่ในความเป็นจริงพวกเขาสามารถเข้าถึงปืนผ่านเครือข่ายเพื่อน คนรู้จัก ผู้ใหญ่ที่จัดหาให้ หรือผ่านการซื้อขายปืนเถื่อนทางโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะการใช้ปืนดัดแปลงหรือสิ่งเทียมอาวุธปืน เช่น แบลงค์กันและบีบีกัน มาดัดแปลงให้สามารถใช้กระสุนจริงได้ ซึ่งมีราคาตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาท ทำให้วัยรุ่นสามารถหาซื้อได้ง่ายโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติใดใด
.
นอกจากนี้ ระบบควบคุมอาวุธปืนของไทยยังมีช่องโหว่สำคัญจาก “ปืนสวัสดิการ” ของหน่วยงานรัฐ ซึ่งเปิดให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ เข้าถึงได้ในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด 30-50% แต่กลับเกิดพฤติกรรมการนำไปเก็งกำไร แม้จะมีข้อบังคับไม่ให้ขายปืนสวัสดิการต่อภายในระยะเวลาที่กำหนด แต่ในความเป็นจริงกฎเหล่านั้นแทบไม่มีความหมาย เมื่อเจ้าหน้าที่หรือข้าราชการที่ซื้อปืนสวัสดิการมา สามารถเอาไปขายแบบ “โอนลอย” ได้ตั้งแต่วันแรกที่ได้รับปืน
.
รวมถึงปัญหาทางเศรษฐกิจที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องนำปืนสวัสดิการไปจำนำ และเมื่อไม่มีเงินไถ่ถอน ปืนเหล่านั้นจึงหลุดจำนำและวนเข้าสู่ตลาดมืด กลายเป็นปืนเถื่อนที่ตกไปอยู่ในมือของกลุ่มอาชญากรอย่างควบคุมได้ยาก
.
เมื่อวิกฤตการณ์ทางสังคมเดินทางมาถึงจุดนี้ การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงานเพื่อปิดทุกช่องโหว่ ตั้งแต่การยกระดับมาตรการคัดกรองผู้ขอใบอนุญาต เช่น การตรวจสุขภาพจิตและสารเสพติด การบังคับหลักสูตรอบรมการใช้งานอย่างปลอดภัย การตรวจสอบสถานที่เก็บรักษาอาวุธปืนให้มีความชัดเจนและปลอดภัย การเรียกตรวจสอบสถานะอาวุธปืนหลังการซื้อขายเป็นระยะ ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการสกัดกั้นการลักลอบนำเข้า ปิดช่องทางซื้อขายออนไลน์ และกวาดล้างวงจรปืนเถื่อนตั้งแต่ต้นทาง เพื่อคืนความปลอดภัยกลับสู่สังคมไทยให้ได้อย่างแท้จริง

-01_0-768x432-b5b81b35.webp)


