น้ำท่วมน่าน เพราะ “เขาหัวโล้น” จริงหรือ?

น้ำท่วมน่าน เพราะ “เขาหัวโล้น” จริงหรือ? เปิดข้อมูลอีกด้าน หลังดราม่าออนไลน์กล่าวหาคนทำลายป่า
(21 ส.ค. 69) สถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดน่าน กลายเป็นประเด็นถกเถียงในโลกออนไลน์ นอกจากภาพน้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลากแล้ว ยังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า “น้ำท่วมน่าน เพราะคนทำลายป่าจนหมด” พร้อมนำภาพภูเขาหัวโล้นมาใช้ประกอบการกล่าวหา จนเกิดคำถามว่า การทำลายป่าเป็นสาเหตุของน้ำท่วมครั้งนี้จริงหรือไม่
ท่ามกลางกระแสดังกล่าว “เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาโพสต์ข้อความเตือนว่า “อย่าด่วนสรุป อย่ามั่ว อย่าเหมา” พร้อมตั้งคำถามกลับว่า ก่อนจะกล่าวโทษคนในพื้นที่น่าน ควรดูข้อมูลจริงก่อนว่า จังหวัดน่านมีพื้นที่ป่ามากเพียงใด
น่านมีป่า 61.16% จริง
ข้อมูลของ กรมป่าไม้ ปี 2567 ระบุว่า จังหวัดน่านมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 7.58 ล้านไร่ และมีพื้นที่ป่าไม้ 4,636,375 ไร่ หรือ 61.16% ของพื้นที่จังหวัด โดยพบพื้นที่ป่าไม้ในทุกอำเภอของจังหวัด
ตัวเลขย้อนหลัง 5 ปีของกรมป่าไม้ยังพบว่า สัดส่วนพื้นที่ป่าของน่านอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน คือ
* 2563 — 61.22%
* 2564 — 61.12%
* 2565 — 61.04%
* 2566 — 61.06%
* 2567 — 61.16%
ดังนั้น การบอกว่า “น่านถูกถางป่าจนหมด” ไม่ตรงกับข้อมูลพื้นที่ป่าทั้งจังหวัด
แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตัวเลข 61.16% ก็ไม่ได้หมายความว่า พื้นที่ป่าทั้งหมดสมบูรณ์เท่ากัน หรือไม่มีปัญหาการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน เพราะกรมป่าไม้เองเคยรายงานปัญหาพื้นที่เขาหัวโล้นและการฟื้นฟูป่าในจังหวัดน่านมาแล้ว
แล้ว “เขาหัวโล้น” เกี่ยวกับน้ำท่วมหรือไม่?
ประเด็นนี้จึงไม่ควรตอบแบบ “เกี่ยวทั้งหมด” หรือ “ไม่เกี่ยวเลย”
สภาพป่าและการใช้ที่ดินบนพื้นที่ลาดชันสามารถมีผลต่อการซึมน้ำ การไหลบ่าของน้ำ และการพัดพาตะกอน แต่การจะระบุว่า น้ำท่วมครั้งนี้เกิดจากเขาหัวโล้นเป็นสาเหตุหลักหรือสาเหตุเดียว จำเป็นต้องมีข้อมูลเชิงพื้นที่และข้อมูลทางอุทกวิทยามาประกอบ ไม่สามารถใช้ภาพภูเขาหัวโล้นเพียงภาพเดียวแล้วเหมารวมทั้งจังหวัดได้
พูดง่าย ๆ คือ
“น่านมีเขาหัวโล้นบางพื้นที่” เป็นข้อเท็จจริงที่พูดได้
แต่
“น่านน้ำท่วมเพราะเขาหัวโล้น” เป็นข้อสรุปเชิงเหตุและผลที่ต้องมีหลักฐานรองรับมากกว่านั้น
แล้วน้ำท่วมน่านครั้งนี้เกิดจากอะไร?
ข้อมูลสถานการณ์ในวันที่เกิดเหตุชี้ให้เห็นปัจจัยเรื่อง ฝนตกหนักถึงหนักมาก อย่างชัดเจน
กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือนช่วงวันที่ 18–21 สิงหาคม 2569 ว่าภาคเหนือมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง และเตือนความเสี่ยง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง
ขณะเดียวกัน มีรายงานว่าหลายพื้นที่ของน่านเกิดฝนตกหนักตั้งแต่ช่วงกลางดึก ส่งผลให้เกิดน้ำป่าไหลหลากและดินถล่มในหลายอำเภอ
ดังนั้น ภาพรวมของเหตุการณ์ครั้งนี้ควรมองเป็น ระบบน้ำทั้งระบบ ตั้งแต่
ฝนตกหนัก
↓
น้ำบนพื้นที่สูงและพื้นที่ลาดชันเพิ่มขึ้น
↓
น้ำไหลเข้าสู่ลำห้วยและลำน้ำสาขา
↓
มวลน้ำเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
↓
ไหลลงสู่พื้นที่ราบและเขตเมือง
↓
เกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วม
จึงไม่ควรลดทอนเหตุการณ์ทั้งหมดเหลือเพียงคำตอบเดียวว่า “เพราะป่า”
ส่วนคำว่า “Rain Bomb” ก็ต้องระวัง
ในโลกออนไลน์มีการใช้คำว่า “Rain Bomb” หรือ “ฝนถล่ม” เพื่ออธิบายเหตุการณ์ฝนตกหนักในน่าน แต่ควรระวังการใช้คำนี้ เพราะ “Rain Bomb” ไม่ใช่ชื่อทางการของปรากฏการณ์ที่กรมอุตุนิยมวิทยาใช้ในประกาศเตือนภัย
สิ่งที่ยืนยันได้จากประกาศกรมอุตุนิยมวิทยาคือ ฝนตกหนักถึงหนักมาก และมีความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง
มีรายงานข้อมูลปริมาณฝนในพื้นที่ อ.ปัว สูงถึง 339.6 มิลลิเมตรใน 24 ชั่วโมง ซึ่งสะท้อนว่าปริมาณน้ำฝนในบางพื้นที่มีความรุนแรงมาก แต่การจะอธิบายกลไกทั้งหมดควรอ้างข้อมูลจากสถานีวัดฝนและหน่วยงานด้านน้ำโดยตรง
ดราม่าจึงไม่ได้มีคำตอบว่า “ป่า” หรือ “ฝน” เพียงอย่างเดียว
สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกออนไลน์กำลังกลายเป็นการปะทะกันระหว่างสองมุมมอง
ฝ่ายหนึ่งตั้งคำถามว่า
การทำลายป่าและพื้นที่เขาหัวโล้นทำให้น้ำไหลลงจากภูเขาเร็วขึ้นหรือไม่?
ขณะที่อีกฝ่ายโต้ว่า
อย่าเหมารวมคนทั้งจังหวัดว่าเป็นผู้ทำลายป่า และอย่าใช้ภาพเขาหัวโล้นเพียงบางพื้นที่มาอธิบายน้ำท่วมทั้งจังหวัด
และนี่คือหัวใจของคำพูด “อย่าด่วนสรุป อย่ามั่ว อย่าเหมา” ของเลาฟั้ง
เพราะข้อมูลกรมป่าไม้ยืนยันว่า น่านยังมีพื้นที่ป่าไม้ถึง 61.16% ของพื้นที่จังหวัด ขณะเดียวกัน ปัญหาพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมและเขาหัวโล้นก็เป็นประเด็นที่มีอยู่จริงและถูกพูดถึงมานานแล้ว
ดังนั้น ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจึงเป็นผลลัพธ์จากหลายปัจจัยร่วม ทั้งปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักสะสมในพื้นที่ โครงสร้างทางกายภาพ และสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินในแต่ละจุด การพิสูจน์ข้อเท็จจริงจึงจำเป็นต้องอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลทางอุทกวิทยาอย่างรอบด้านทั้งระบบ เพราะการแก้ปัญหาและการก้าวผ่านวิกฤตธรรมชาติอย่างยั่งยืน

-01_0-768x432-b5b81b35.webp)


