เมื่อ "การใช้ชีวิตโดยไม่พัง" กลายเป็นสิทธิพิเศษของคนยุคนี้

เมื่อ "การใช้ชีวิตโดยไม่พัง" กลายเป็นสิทธิพิเศษของคนยุคนี้

เมื่อ "การใช้ชีวิตโดยไม่พัง" กลายเป็นสิทธิพิเศษของคนยุคนี้

ลองหลับตาแล้วนึกถึงเช้าวันทำงานของตัวเอง เสียงแรกที่คุณได้ยินคืออะไร

อาจไม่ใช่เสียงนก ไม่ใช่เสียงลมพัดผ่านต้นไม้ 

แต่เป็นเสียงนาฬิกาปลุกที่ดังขึ้นหลังจากการนอนซึ่งไม่เคยพอ ตามด้วยเสียงแจ้งเตือนในโทรศัพท์ 

ข่าวด่วนที่ไหลเข้ามาตั้งแต่ยังไม่ลุกจากเตียง การรีบแต่งตัว ฝ่ารถติด สูดฝุ่น PM2.5 และเบียดตัวเข้าไปในรถไฟฟ้าที่แน่นจนแทบไม่มีพื้นที่ให้ยืนหายใจ

ยังไม่ทันเริ่มงาน เราก็ใช้พลังงานของวันไปไม่น้อยแล้ว

สิ่งแปลกอย่างหนึ่งของคนเมืองในวันนี้คือ ความสำเร็จดูเหมือนจะถูกนิยามใหม่อย่างเงียบ ๆ

เมื่อสิบหรือยี่สิบปีก่อน คนจำนวนมากตื่นขึ้นมาพร้อมความฝันว่าจะเติบโตในหน้าที่การงาน มีบ้าน มีรถ หรือสร้างบางสิ่งให้ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง

แต่วันนี้ หากลองถามคนทำงานจำนวนไม่น้อยว่า อยากได้อะไรที่สุดในชีวิต

คำตอบอาจไม่ใช่เงินเดือนที่มากขึ้น หรือการเลื่อนตำแหน่ง

แต่อาจเป็นเพียงประโยคสั้น ๆ

"ขอแค่วันนี้ไม่พังก็พอ"

ไม่ใช่เพราะผู้คนหมดความทะเยอทะยาน

แต่เพราะความทะเยอทะยานต้องหลีกทางให้การเอาตัวรอดในแต่ละวัน

.

<เมืองไม่ได้ทำร้ายเราด้วยหมัดเดียว>

คนเรามักคิดว่า ความเครียดต้องเกิดจากเหตุการณ์ใหญ่ การตกงาน การสูญเสีย การหย่าร้างหรือความล้มเหลวครั้งสำคัญ แต่ชีวิตในเมืองไม่ได้เลือกวิธีนั้น มันเลือกวิธีที่เงียบกว่ามาก

มันค่อย ๆ ใช้พลังของเราไปทีละน้อย รถติดหนึ่งชั่วโมงอาจไม่ทำให้ใครล้มป่วย เสียงเจาะถนนหน้าบ้านหนึ่งเช้าก็อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ การแจ้งเตือนในโทรศัพท์อีกไม่กี่สิบครั้งก็อาจดูเป็นเรื่องปกติ

ข่าวร้ายอีกหนึ่งข่าวก็อาจแค่ทำให้ถอนหายใจ

แต่เมื่อทุกอย่างเกิดขึ้นพร้อมกัน ทุกวัน และแทบไม่มีช่วงเวลาให้สมองได้พัก สิ่งที่สะสมขึ้นไม่ใช่แค่ความเหนื่อย แต่มันคือความอ่อนล้าทางจิตใจ

นักจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “Sensory Overload” ภาวะที่สมองต้องรับข้อมูล เสียง ภาพ และสิ่งกระตุ้นมากกว่าที่มันถูกออกแบบมาให้รับไหว

เราไม่ได้พังเพราะเหตุการณ์เดียว เราพังเพราะเรื่องเล็ก ๆ นับร้อยที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก

จนวันหนึ่ง เราเริ่มรู้สึกว่า การตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น กลายเป็นเรื่องยากกว่าที่เคย

.

<ความสงบ กำลังกลายเป็นของแพง>

เมื่อมองลึกลงไป จะพบว่าความเหลื่อมล้ำของเมืองไม่ได้มีแค่เรื่องรายได้ 

แต่ยังรวมถึง "ต้นทุนของความสงบ"

คนที่มีฐานะมากกว่าไม่ได้ซื้อเพียงบ้านหลังใหญ่หรือรถคันใหม่ สิ่งที่พวกเขาซื้อจริง ๆ คือวิธีหลีกหนีความเหนื่อยล้าของเมือง 

บ้านที่อยู่ใกล้ที่ทำงาน ต้องทำให้ได้เวลานอนที่เพิ่มขึ้นทุกวัน

การมีรถยนต์ส่วนตัว เพราะไม่ต้องเริ่มเช้าด้วยการเบียดเสียดบนระบบขนส่ง 

คอนโดฯ ที่เก็บเสียงดี ไม่ได้ขายแค่ผนัง แต่ขายคืนการนอนหลับ

การได้เดินเล่นในสวนใกล้บ้าน

 การมีเวลาว่างออกกำลังกาย 

หรือแม้แต่การพบจิตแพทย์เมื่อรู้สึกไม่ไหว ล้วนต้องอาศัยทั้งเงินและเวลา

ตรงกันข้าม คนจำนวนมากไม่มีแม้แต่สิทธิ์เลือก

พวกเขาเลือกไม่ได้ว่าจะเดินทางวันละสามชั่วโมงหรือหนึ่งชั่วโมง

หรือจะกลับถึงบ้านสองทุ่มหรือห้าทุ่ม

เลือกไม่ได้ว่าจะลางานเพื่อดูแลสุขภาพจิตของตัวเอง

ความสงบจึงไม่ได้หายไปจากเมือง

มันเพียงกระจุกตัวอยู่กับคนที่มีต้นทุนมากพอจะเข้าถึงมัน

.

<ปัญหาเชิงโครงสร้าง กลายเป็นความผิดของแต่ละคน >

ทุกครั้งที่มีใครบอกว่าเหนื่อย สังคมมักรีบหาคำตอบให้ทันที

บางคนแนะนำให้คิดบวก บางคนบอกให้ฝึกสมาธิ บางคนชวนให้ออกกำลังกาย หรือบริหารเวลาให้ดีกว่าเดิม

คำแนะนำเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องผิด ตรงกันข้าม 

หลายอย่างช่วยให้ผู้คนจำนวนมากผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้จริง

แต่บางครั้ง มันก็ทำให้เรามองข้ามเรื่องที่สำคัญกว่า

คือเหตุใดทุกครั้งที่ผู้คนกำลังทุกข์กับปัญหาที่เกิดจากโครงสร้าง สิ่งแรกที่เราขอให้เปลี่ยนกลับเป็น "ตัวเขาเอง" เสมอ

รถติด ก็ให้บริหารเวลา งานล้น ก็ให้จัดการความเครียด

ค่าครองชีพสูง ก็ให้ปรับทัศนคติ

เงินเดือนไม่พอ ก็ให้พัฒนาตัวเอง

ราวกับว่าทุกปัญหาสามารถแก้ได้ด้วยการเปลี่ยนวิธีคิดของแต่ละคน

ทั้งที่หลายครั้ง ต้นตอของปัญหาไม่ได้อยู่ในตัวพวกเขาเลย

นักสังคมวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "การทำให้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กลายเป็นความรับผิดชอบของปัจเจก" (Individualization of Structural Problems)

พูดอีกอย่างคือ แทนที่เราจะตั้งคำถามกับระบบ 

เรากลับตั้งคำถามกับคนที่กำลังได้รับผลกระทบจากระบบนั้น

จนท้ายที่สุด สิ่งที่ควรเป็นความรับผิดชอบร่วมของสังคม กลับถูกผลักให้กลายเป็นภาระส่วนตัวของแต่ละคน

.

<สุขภาพจิตไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ> 

เรามักพูดถึงสุขภาพจิตเหมือนเป็นเรื่องของความเข้มแข็งภายใน แต่ความจริง สุขภาพจิตไม่ได้เติบโตขึ้นจากจิตใจเพียงอย่างเดียว มันเติบโตจากที่ที่เราอยู่

จากเวลาที่เหลือหลังเลิกงาน บ้านที่ได้นอนหลับ อากาศที่หายใจ ทางเท้าที่เดินได้

สวนสาธารณะที่เข้าถึง ระบบขนส่งที่ไม่ทำให้เราหมดแรงตั้งแต่ยังไม่เริ่มงาน

ไม่มีใครปฏิเสธว่า การดูแลตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ แต่การดูแลตัวเองไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างให้เมืองไม่ต้องดูแลผู้คน

การนั่งสมาธิไม่สามารถแทนระบบขนส่งที่ดี

การคิดบวกไม่อาจชดเชยค่าครองชีพที่สูงกว่ารายได้

และวันหยุดหนึ่งวันก็ไม่อาจเยียวยาระบบการทำงานที่พรากเวลาชีวิตไปทั้งปี

.

<ความเจริญ ควรวัดจากอะไร>

เราเคยวัดเคยวัดความเจริญจากจำนวนรถไฟฟ้า จำนวนตึกสูง หรือมูลค่าทางเศรษฐกิจ

แต่บางที ตัวชี้วัดที่สำคัญกว่านั้นอาจเป็นเรื่องง่าย ๆ คือ

“คนธรรมดาต้องใช้พลังมากแค่ไหน เพียงเพื่อผ่านวันธรรมดาวันหนึ่งไปให้ได้”

ถ้าการเดินทางไปทำงานต้องแลกกับสุขภาพ

ถ้าการหาเลี้ยงชีพต้องแลกกับการนอน

ถ้าการมีชีวิตในเมืองต้องแลกกับความสงบในใจ

เมืองนั้นอาจกำลังเรียกเก็บต้นทุนจากผู้คน มากกว่าที่ตัวเลข GDP จะบอกเรา

.

<เมื่อ "ความปกติ" กลายเป็นสิทธิพิเศษ>

หากเช้าวันนี้คุณตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกหมดแรง หงุดหงิดง่าย หรือรู้สึกว่าชีวิตกำลังหนักเกินกว่าจะรับไหวอย่าเพิ่งรีบสรุปว่าคุณอ่อนแอ

บางที คุณอาจไม่ได้กำลังแพ้ให้กับตัวเอง

แต่กำลังพยายามใช้ชีวิตอยู่ในระบบที่เรียกร้องจากคุณมากเกินไป และคืนกลับมาให้น้อยเกินไป

เมืองที่ดีไม่ใช่เมืองที่ทำให้ประชาชนอดทนเก่งขึ้น

แต่คือเมืองที่ไม่บังคับให้ผู้คนต้องใช้ความอดทนมากขนาดนั้น

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเหลื่อมล้ำที่ใหญ่ที่สุดของคนเมืองในวันนี้ อาจไม่ใช่เรื่องรายได้

แต่อยู่ที่ว่า

ใครยังเหลือพลังพอจะใช้ชีวิต

และใครกำลังใช้พลังทั้งหมด เพียงเพื่อประคองตัวเองไม่ให้พัง

เขียนและเรียบเรียงโดย

ธนรัชต์ คูสมบัติ บรรณาธิการบริหารข่าวเวิร์คพอยท์

ข่าวที่เกี่ยวข้อง