เมื่อมนุษย์พยายามชนะความตาย แต่แพ้ความแก่ เพราะอายุยืนกว่าเงินออม

ข่าวเวิร์คพอยท์
เมื่อมนุษย์พยายามชนะความตาย แต่แพ้ความแก่ เพราะอายุยืนกว่าเงินออม

เมื่อมนุษย์พยายามชนะความตาย แต่แพ้ความแก่ เพราะอายุยืนกว่าเงินออม

มีศัตรูอยู่ไม่กี่อย่างที่มนุษย์ใช้เวลาทั้งอารยธรรมต่อสู้ด้วย

และไม่มีศัตรูใดถูกท้าทายมากไปกว่า "ความตาย"

กว่า 2,200 ปีก่อน จิ๋นซีฮ่องเต้ทรงส่งผู้คนออกเดินทางข้ามทะเล เพื่อตามหายาอายุวัฒนะ ด้วยความหวังว่ามนุษย์จะหลุดพ้นจากข้อจำกัดของชีวิต

แม้จะไม่เคยพบยาอายุวัฒนะ

แต่ความพยายามของมนุษย์ก็ไม่เคยหยุดลง

หลายศตวรรษต่อมา สิ่งที่ความเชื่อทำไม่ได้ วิทยาศาสตร์กลับทำได้ทีละน้อย วัคซีน ยาปฏิชีวนะ การผ่าตัดสมัยใหม่ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ค่อย ๆ ผลักเส้นแบ่งระหว่าง "ชีวิต" กับ "ความตาย" ให้ถอยออกไป

เราอาจยังไม่เป็นอมตะแต่เรามีชีวิตยืนยาวกว่ามนุษย์ทุกยุคก่อนหน้า

นั่นอาจเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของอารยธรรมมนุษย์

แต่ทุกชัยชนะ ย่อมสร้างโจทย์ใหม่เสมอ

เมื่อมนุษย์ยืดอายุของตัวเองได้สำเร็จ

เรากลับพบว่า สิ่งที่ยากกว่า "การมีชีวิตยืนยาว"

คือ "การทำให้ชีวิตที่ยืนยาวนั้น ยังดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง"

ความท้าทายของศตวรรษที่ 21 จึงอาจไม่ใช่การเอาชนะความตายอีกต่อไป

แต่คือการเตรียมรับความแก่ของสังคมที่กำลังมาถึงอย่างรวดเร็ว 

<เมื่ออายุขัยยาวกว่าเงินออม>

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society)

ข้อมูลของกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) สะท้อนภาพที่น่าคิด คนไทยวัย 46-60 ปี กว่า 17.3 ล้านคน กำลังเดินเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต แต่เงินออมของคนจำนวนมากอาจเพียงพอ

สำหรับชีวิตหลังเกษียณเพียง 2.8-6.6 ปี

ขณะที่อายุขัยเฉลี่ยของคนไทยกลับยืนยาวไปถึง 80 หรือ 90 ปี

นี่คือความย้อนแย้งที่คนรุ่นก่อนแทบไม่เคยเผชิญ

ครั้งหนึ่ง มนุษย์หวาดกลัวว่าจะตายเร็วเกินไป

แต่วันนี้ หลายคนอาจต้องเริ่มหวาดกลัวว่า จะมีชีวิตยืนยาวเกินกว่าที่ฐานะของตัวเองจะรองรับได้

<เมื่อครอบครัวไม่ใช่หลักประกันอีกต่อไป>

หลายคนมองว่าวิกฤตนี้เป็นเรื่องของเงิน

แต่แท้จริงแล้ว มันเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงของสังคม

ในอดีต คนไทยจำนวนไม่น้อยไม่ได้วางแผนเกษียณอย่างจริงจัง เพราะมี "ระบบ" อีกชุดหนึ่งคอยรองรับอยู่

ระบบนั้นเรียกว่า "ครอบครัว"

บ้านหนึ่งหลังมีคนหลายรุ่นอยู่ร่วมกัน พ่อแม่เลี้ยงลูก ลูกเติบโตขึ้นมาดูแลพ่อแม่ ปู่ย่าตายายช่วยเลี้ยงหลาน ทุกคนต่างแบ่งเบาภาระของกันและกัน

คำว่า "มีลูกไว้พึ่งยามแก่" จึงไม่ใช่เพียงค่านิยม

แต่มันคือระบบสวัสดิการที่สังคมไทยสร้างขึ้นเอง

วันนี้ ระบบนั้นกำลังเปลี่ยนไป

งานศึกษาของ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ชี้ว่า ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากครอบครัวขยายไปสู่ครัวเรือนคนเดียวอย่างรวดเร็ว

เมื่อครอบครัวเล็กลง

สิ่งที่หายไปจึงไม่ใช่เพียงสมาชิกในบ้าน

แต่คือ "ตาข่ายนิรภัย" ที่เคยรองรับชีวิตของผู้คนมาตลอดหลายชั่วอายุคน

<เมื่อการอยู่ลำพังมีราคา>

การอยู่คนเดียว ไม่ได้มีต้นทุนเพียงความเหงา

แต่มีต้นทุนทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน

ข้อมูลของกองทุนการออมแห่งชาติ(กอช.)ระบุว่า ผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 10,087 บาทต่อเดือน

เหตุผลไม่ซับซ้อน

เมื่อไม่มีใครช่วยหารค่าเช่าบ้าน ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร หรือค่าเดินทาง ทุกบาทต้องรับผิดชอบเพียงลำพัง

นักเศรษฐศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า “Economies of Scale”

แต่ถ้าอธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายที่สุด

มันคือความจริงข้อหนึ่ง

การใช้ชีวิตคนเดียว แพงกว่าการใช้ชีวิตร่วมกัน

ยิ่งเมื่อเทียบกับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่เริ่มต้นเพียง 600 บาทต่อเดือน ช่องว่างระหว่างรายรับกับรายจ่ายจึงไม่ใช่เพียงตัวเลข

แต่มันคือช่องว่างระหว่าง "การมีชีวิตอยู่" กับ "การใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี"

<มนุษย์ไม่ได้มองข้ามอนาคต แต่กำลังมองข้ามตัวเอง>

เมื่อทุกคนรู้ว่าตัวเองต้องแก่

เหตุใดคนจำนวนมากจึงยังไม่เริ่มออม

คำตอบอาจไม่ใช่เพราะพวกเขาขาดความรับผิดชอบ

แต่เพราะมนุษย์ทุกคนมีข้อจำกัดแบบเดียวกัน

นักเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมเรียกมันว่า “Hyperbolic Discounting”

เรามักให้ความสำคัญกับปัญหาที่อยู่ตรงหน้ามากกว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นอีกหลายสิบปีข้างหน้า

ค่าเทอมลูก

ค่างวดบ้าน

ค่าครองชีพ

รายได้ของกิจการ

ทุกอย่างจับต้องได้มากกว่าภาพของตัวเองในวัย 70 ปี

เราไม่ได้ไม่เห็นอนาคต

เราเพียงใช้ชีวิตราวกับว่า "ตัวเราในอนาคต" เป็นคนละคนกับเราในวันนี้

ทั้งที่ความจริง เขาคือคนเดียวกัน

<เมื่อความโดดเดี่ยวกลายเป็นปรากฏการณ์ของสังคม>

เมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมสูงวัยก่อนประเทศอื่น โลกได้เรียนรู้คำศัพท์ใหม่คำหนึ่ง

Kodokushi หรือ "การเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว"

มันไม่ใช่ชื่อโรค

ไม่ใช่อุบัติเหตุ

และไม่ใช่อาชญากรรม

แต่มันคือคำที่สังคมต้องสร้างขึ้น เพราะภาษาเดิมไม่เพียงพอจะอธิบายความจริงแบบใหม่

เมื่อผู้สูงอายุจำนวนมากเสียชีวิตเพียงลำพัง ความโดดเดี่ยวจึงไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกอีกต่อไป

แต่มันกลายเป็นโครงสร้างของสังคม

ประเทศไทยอาจยังไม่เดินมาถึงจุดนั้น

แต่หลายสัญญาณกำลังบอกว่า เราไม่ควรรอให้ถึงวันนั้น จึงค่อยเริ่มเตรียมตัว

<การออม คือการรักษาอิสรภาพของชีวิต>

เมื่อโลกเปลี่ยนจาก "มีลูกไว้พึ่งยามแก่" มาเป็น "ต้องพึ่งตัวเองยามแก่"

ความหมายของการออมก็เปลี่ยนไปเช่นกัน มันไม่ใช่เพียงการสะสมทรัพย์สิน

แต่มันคือการซื้อเวลาซื้อทางเลือก

และรักษาอิสรภาพของตัวเอง ในวันที่ร่างกายไม่อาจทำงานได้เหมือนเดิม

สำหรับแรงงานนอกระบบ กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเติมช่องว่างนี้ ผ่านการออมที่รัฐร่วมสมทบ และเปลี่ยนเงินออมให้กลายเป็นบำนาญรายเดือนหลังเกษียณ

แน่นอนว่า ไม่มีเครื่องมือทางการเงินใดแก้ปัญหาสังคมสูงวัยได้ทั้งหมด

แต่ในโลกที่อายุขัยยืนยาวขึ้น ขณะที่ครอบครัวเล็กลงและสังคมเปลี่ยนไป การเตรียมความพร้อมตั้งแต่วันนี้ อาจไม่ใช่แค่การเตรียมเงิน

หากเป็นการเตรียม "ศักดิ์ศรี" ของชีวิตในวันข้างหน้า

เพราะท้ายที่สุดแล้ว

ชัยชนะเหนือความตาย อาจเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของคำตอบ

อีกครึ่งหนึ่ง คือการทำให้ชีวิตที่ยืนยาวนั้น ยังเป็นชีวิตที่เลือกได้ มีคุณค่า และไม่ต้องหวาดกลัวว่าวันหนึ่ง เงินจะหมด ทั้งที่ลมหายใจยังเหลืออยู่

เขียนและเรียบเรียงโดย

ธนรัชต์ คูสมบัติ บรรณาธิการบริหารข่าวเวิร์คพอยท์23ออนไลน์

อ้างอิง

  • กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.). (2569). รายงานสถานการณ์การออมและโครงสร้างประชากรกลุ่มใกล้เกษียณ (อายุ 46–60 ปี) ในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: กองทุนการออมแห่งชาติ.
  • สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2567). สรุปผลที่สำคัญการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. 2567. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม.
  • สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI). (2566). การปรับตัวของโครงสร้างครอบครัวไทยกับความเปราะบางทางการเงินในสังคมสูงวัยระดับสุดยอด. กรุงเทพฯ: TDRI.
  • สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.). (2565). การประมาณการค่าใช้จ่ายและต้นทุนการดำรงชีวิตของผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังในเขตเมือง. กรุงเทพฯ: สวรส.
  • Inagaki, S. (2019). Social Isolation and Single-Person Households in Aging Japan: Assessing the Risk of Kodokushi. Journal of Asian Demography, 14(2), 45-62.
  • Laibson, D. (1997). Golden Eggs and Hyperbolic Discounting. Quarterly Journal of Economics, 112(2), 443-478. (งานวิจัยอธิบายอคติทางพฤติกรรมศาสตร์เรื่องการมองข้ามอนาคต)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง