ไม่ใช่แค่คึกคะนอง เมื่อ'ผู้มาเยือน'ไม่เข้าใจการเป็น"แขก"

ข่าวเวิร์คพอยท์
ไม่ใช่แค่คึกคะนอง เมื่อ'ผู้มาเยือน'ไม่เข้าใจการเป็น"แขก"

ไม่ใช่แค่คึกคะนอง เมื่อ'ผู้มาเยือน'ไม่เข้าใจการเป็น"แขก" การเดินทาง เริ่มจากความเคารพ ไม่ใช่แค่การเดินทาง

เสียงหัวเราะและการตะโกนคุยกันดังสนั่นกลางขบวนรถไฟฟ้า BTS ในช่วงเวลาเร่งด่วน อาจเป็นเพียงเหตุการณ์ไม่กี่นาทีที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว หากวันนั้นไม่มีหญิงสาวชาวไทยคนหนึ่งเอ่ยปากเป็นภาษาอังกฤษอย่างสุภาพว่า

"Could you be quiet, please?"

แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมา ไม่ใช่คำขอโทษ หากเป็นคำด่าหยาบคาย การชูนิ้วกลาง และเสียงหัวเราะจากวัยรุ่นบางคนในกลุ่ม

เมื่อคลิปถูกเผยแพร่บนโลกออนไลน์ กระแสวิพากษ์วิจารณ์ก็เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ภายหลังจะมีการระบุว่ากลุ่มวัยรุ่นดังกล่าวเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนจากอิตาลีที่เดินทางมาทัศนศึกษาในประเทศไทย บริษัทผู้จัดโครงการออกแถลงการณ์ขอโทษ พร้อมระบุว่าเป็นความคึกคะนองของวัยรุ่น และยืนยันว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่ตัวแทนของนักเรียนทั้งหมด

แน่นอนว่า ไม่ควรนำการกระทำของคนเพียงไม่กี่คนไปเหมารวมถึงคนทั้งชาติ หรือแม้แต่นักเรียนแลกเปลี่ยนทุกคน

แต่เหตุการณ์นี้กลับตั้งคำถามที่ใหญ่กว่าพฤติกรรมของเด็กกลุ่มหนึ่ง

การเดินทางเพื่อ "แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม" วันนี้ เราให้ความสำคัญกับการเรียนรู้เจ้าของบ้านมากพอแล้วหรือยัง

<“พื้นที่สาธารณะ” พื้นที่ที่สร้างขึ้นจาก "ความเกรงใจ">

รถไฟฟ้าไม่ใช่ห้องเรียน ไม่ใช่สนามกีฬา และไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว

แต่มันคือพื้นที่ที่คนแปลกหน้าหลายร้อยคนต้องแบ่งปันร่วมกันทุกวัน

ไม่มีใครรู้จักกัน ไม่มีใครเป็นเจ้าของพื้นที่ แต่ทุกคนต่างมีสิทธิใช้พื้นที่เท่าเทียมกัน

สิ่งที่ทำให้พื้นที่เช่นนี้ดำรงอยู่ได้ จึงไม่ใช่กฎหมายเพียงอย่างเดียว หากเป็น "กติกาที่มองไม่เห็น" ที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน

นักสังคมวิทยาชาวแคนาดา เออร์วิง กอฟฟ์แมน (Erving Goffman) อธิบายไว้ในหนังสือ Behavior in Public Places ว่า ผู้คนสามารถอยู่ร่วมกันในพื้นที่สาธารณะได้ เพราะต่างฝ่ายต่างรักษาสิ่งที่เรียกว่า Civil Inattention นั่นคือการรับรู้ถึงการมีอยู่ของผู้อื่น โดยไม่รบกวนสิทธิและพื้นที่ส่วนตัวของกันและกัน

การไม่เปิดลำโพงบนรถไฟ การไม่ตะโกนคุย หรือการไม่เบียดแซงคิว จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของ "ความสุภาพ"

แต่มันคือข้อตกลงร่วมที่ทำให้คนจำนวนมากสามารถใช้พื้นที่เดียวกันได้อย่างสงบ

เมื่อข้อตกลงที่มองไม่เห็นนี้ถูกละเมิด สิ่งที่ผู้คนรู้สึกจึงไม่ใช่แค่ "เสียงดัง"

แต่คือความรู้สึกว่าพื้นที่ของทุกคน กำลังถูกใครบางคนยึดครอง

________________________________________

เมื่อการเดินทาง ทำให้บางคนลืมว่าตัวเองเป็น "แขก"

ในแวดวงการท่องเที่ยว มีคำอธิบายหนึ่งที่น่าสนใจ คือปรากฏการณ์ “Anonymity” หรือความรู้สึกว่า "ไม่มีใครรู้จักเรา"

เมื่อเดินทางไปอยู่ในต่างประเทศ หลายคนอาจรู้สึกว่าตัวเองหลุดออกจากสายตาของสังคมเดิม ไม่มีเพื่อน ไม่มีครอบครัว ไม่มีคนรู้จักคอยตักเตือน

ความรู้สึกเช่นนี้อาจทำให้ความยับยั้งชั่งใจลดลง และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของพฤติกรรมที่นักวิชาการด้านการท่องเที่ยวบางส่วนเรียกว่า “Ugly Tourist” ซึ่งใช้เรียกผู้มาเยือนที่ละเลยกฎ ระเบียบ และบรรทัดฐานของพื้นที่ที่ตนเดินทางไป ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสียงดัง การทำลายโบราณสถาน หรือการรบกวนวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น

แน่นอนว่า คำนี้ไม่ได้หมายถึงนักท่องเที่ยวทั้งหมด แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่า การเดินทางไม่ได้ทำให้ใครได้รับการยกเว้นจากกติกาของเจ้าของบ้าน

ตรงกันข้าม

ยิ่งเราไปเยือนบ้านของคนอื่นมากเท่าไร ความรับผิดชอบที่จะเคารพบ้านหลังนั้นก็ควรมากขึ้นเท่านั้น

<ความล้มเหลวที่หลายประเทศกำลังเผชิญ>

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย

เมืองเกียวโตของญี่ปุ่นเคยเผชิญปัญหานักท่องเที่ยววิ่งไล่ถ่ายรูปไมโกะ ส่งเสียงดังในเขตวัด และรุกล้ำพื้นที่ส่วนตัวของชุมชน จนทางการต้องออกมาตรการควบคุมและเพิ่มบทลงโทษในหลายพื้นที่

บริเวณภูเขาไฟฟูจิเอง ก็เคยต้องติดตั้งมาตรการเพิ่มเติมเพื่อรับมือกับนักท่องเที่ยวที่ฝ่าฝืนกฎเพื่อแลกกับภาพถ่ายสวย ๆ

สิ่งที่ประเทศเหล่านี้พยายามปกป้อง ไม่ใช่เพียงสถานที่ท่องเที่ยว

แต่คือ "วิถีชีวิต" ของผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นั่น

เพราะการท่องเที่ยวที่ดี ไม่ใช่การทำให้ผู้มาเยือนมีความสุขเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องไม่สร้างความทุกข์ให้เจ้าของพื้นที่ด้วย

<โครงการแลกเปลี่ยน กำลังแลกเปลี่ยนอะไร>

คำถามที่สำคัญกว่าการตำหนิเด็กกลุ่มหนึ่ง คือ โครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในปัจจุบัน เตรียมความพร้อมด้าน Cultural Sensitivity ให้ผู้เข้าร่วมมากเพียงใด

หลายโครงการสอนภาษา

สอนประวัติศาสตร์

สอนอาหาร

สอนสถานที่ท่องเที่ยว

แต่เราให้เวลามากพอหรือไม่กับการสอนเรื่องง่ายที่สุด

อย่างการใช้รถไฟฟ้า

การต่อแถว

การรักษาความเงียบในพื้นที่สาธารณะ

การเคารพวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น

ในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ การเตรียมตัวก่อนเดินทางไม่ได้หยุดอยู่ที่การเรียนภาษา แต่ยังรวมถึง “Cultural Orientation” ที่สอนกฎหมาย บรรทัดฐาน และข้อห้ามทางวัฒนธรรม เพราะพวกเขามองว่า เด็กทุกคนที่เดินทางไปต่างประเทศ คือผู้แทนภาพลักษณ์ของสังคมที่ตนจากมา

<เมื่อคำขอโทษ ยังไม่ตอบคำถามของสังคม>

บริษัทผู้จัดโครงการอธิบายว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากความตื่นเต้นและความคึกคะนองของวัยรุ่น แน่นอนว่า วัยรุ่นย่อมมีช่วงเวลาที่คึกคะนองได้

แต่เมื่อมีคนเตือนด้วยความสุภาพ แล้วสิ่งที่ตอบกลับคือคำด่าทอ การชูนิ้วกลาง และการแสดงออกที่ลดทอนศักดิ์ศรีของผู้อื่น

คำอธิบายเรื่อง "ความคึกคะนอง" เพียงอย่างเดียว จึงอาจยังไม่เพียงพอต่อคำถามที่สังคมกำลังตั้งไว้ เพราะสิ่งที่ผู้คนคาดหวัง ไม่ใช่เพียงการอธิบายว่าเกิดอะไรขึ้น

แต่คือการแสดงให้เห็นว่าจะป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกได้อย่างไร

<การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม เริ่มต้นจากการให้เกียรติ>

ทุกวันนี้ ผู้คนเดินทางข้ามพรมแดนได้ง่ายกว่าที่เคย แต่การเดินทางไม่เคยทำให้กฎของเจ้าของบ้านหายไป

โครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมมีขึ้นเพื่อเปิดโลกทัศน์ 

สร้างความเข้าใจระหว่างผู้คน และลดอคติที่มีต่อกัน

เป้าหมายเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากผู้เดินทางยังไม่เรียนรู้บทเรียนที่พื้นฐานที่สุด นั่นคือ “การเคารพผู้คนและพื้นที่ของสังคมที่ตนไปเยือน”

เราอาจเรียนรู้ภาษาของอีกประเทศได้ภายในไม่กี่เดือน

แต่การเรียนรู้ที่จะให้เกียรติวิถีชีวิตของผู้คนในประเทศนั้น คือบทเรียนที่สำคัญกว่าคำศัพท์ทุกคำในตำรา

การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ไม่ได้เริ่มจากการรู้ว่าคนประเทศนั้นกินอะไร หรือพูดภาษาอะไร

แต่มันเริ่มต้นจากการเรียนรู้ว่า คนประเทศนั้นอยู่ร่วมกันอย่างไร

หนังสือเดินทางอาจพาเราเดินทางข้ามพรมแดนได้ แต่มีเพียงกาลเทศะเท่านั้น ที่ทำให้เราได้รับการต้อนรับในฐานะแขกของบ้านหลังนั้น

เขียนและเรียบเรียงโดย

ธนรัชต์ คูสมบัติ

อ้างอิง

  • Goffman, E. แนวคิด Civil Inattention และการศึกษาร่วมสมัยเกี่ยวกับพฤติกรรมในพื้นที่สาธารณะ 
  • Goffman, E. (1963). Behavior in Public Places: Notes on the Social Organization of Gatherings. Free Press.
  • UNESCO. Intercultural Dialogue – Concepts Glossary: Intercultural Competence. 
  • Hall, E. T. (1959). The Silent Language. (แนวคิดเรื่องวัฒนธรรมที่ไม่ถูกสื่อสารด้วยคำพูด)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง