เปิดสถิติ “บูลลี่” ปัญหาใหญ่ที่เด็กทั่วโลกกำลังเผชิญ

อย่าซ่อนปัญหาไว้ใต้พรม! เปิดสถิติการบูลลี่ในสถานศึกษา ปัญหาใหญ่ที่เด็กทั่วโลกกำลังเผชิญ พบเด็กไทยเกินกว่าครึ่งเคยตกเป็นเหยื่อ และ 1 ใน 4 ถึงขั้นคิดอยากทำร้ายตัวเองเพื่อหนีการกลั่นแกล้งที่ต้องเผชิญ
(10 ส.ค. 69) ปัญหาการกลั่นแกล้งหรือ การบูลลี่ (Bullying) ในสถานศึกษาถือเป็นปัญหาเรื้อรังที่ใกล้ตัวมากกว่าที่คิด ไม่เพียงแต่สร้างรอยแผลทางจิตใจให้กับเด็กและเยาวชนเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อพฤติกรรม สุขภาพจิต และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลสถิติที่สำคัญทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหาที่ทุกภาคส่วนในสังคมต้องเร่งหาทางรับมือ
.
สถานการณ์การบูลลี่ในประเทศไทย (ปี พ.ศ. 2568)
จากการสำรวจเด็กและเยาวชนไทยอายุ 7-25 ปี จำนวน 41,944 คน โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในปี 2568 พบข้อมูลที่น่าตกใจดังนี้:
.
สถิติภาพรวม: เยาวชนไทยมากถึง 65.54% เคยมีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้งรังแก โดยสถานที่เกิดเหตุหลักกว่า 83.35% เกิดขึ้นภายในสถานศึกษา และผู้กระทำส่วนใหญ่ถึง 73.53% คือเพื่อนหรือนักเรียนรุ่นเดียวกัน
.
5 รูปแบบการบูลลี่ที่พบบ่อยที่สุด:
1. การล้อเลียนชื่อพ่อแม่หรือบุคคลในครอบครัว (40.97%)
2. การวิพากษ์วิจารณ์รูปลักษณ์ภายนอกหรือบุคลิกภาพ (37.95%)
3. การประชิดตัวจนทำให้เกิดความอึดอัดใจ (30.38%)
4. การทำร้ายร่างกาย เช่น เตะ ต่อย ตบหัว หรือผลัก (28.28%)
5. การดูถูกเหยียดหยาม หรือทำให้รู้สึกด้อยค่า (26.27%)
.
ผลกระทบต่อสุขภาพจิตและการเรียน
การถูกกลั่นแกล้งซ้ำๆ ส่งผลให้เยาวชนเกิดความรู้สึกทางลบอย่างรุนแรง ได้แก่ รู้สึกอับอาย (61.53%), โกรธหรืออยากตอบโต้ (54.52%) และรู้สึกอ่อนเพลียหมดพลัง (51.38%) ที่น่ากังวลที่สุดคือ มากกว่า 1 ใน 4 หรือประมาณ 29.03% มีความคิดที่จะทำร้ายตัวเองหรือฆ่าตัวตาย นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการเรียน โดยเด็กที่ถูกบูลลี่มีแนวโน้มขาดสมาธิในการเรียน (18.2%) และไม่อยากไปโรงเรียน (15.73%)
.
เมื่อปัญหาเหล่านี้ลุกลาม ข้อมูลจากกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนในปี 2567 ยังชี้ให้เห็นว่ามีคดีที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนรวมถึง 14,844 คดี (เพิ่มขึ้นจาก 12,602 คดีในปี 2566) โดยเป็นคดีความผิดต่อชีวิตและร่างกายสูงถึง 3,870 คดี หรือคิดเป็น 26.1% ของคดีทั้งหมด
.
ภาพสะท้อนปัญหาการบูลลี่ในระดับสากล
เมื่อมองในมุมมองระดับโลก ข้อมูลสถิติจากหลากหลายองค์กรระบุตรงกันว่าการบูลลี่เป็นปัญหาท้าทายระดับสากลเช่นกัน
.
สถิติภาพรวมโลก: 1 ใน 3 ของผู้เรียนทั่วโลก (32%) เคยถูกเพื่อนนักเรียนบูลลี่อย่างน้อยหนึ่งครั้งในรอบเดือนที่ผ่านมา และเยาวชนอายุ 13-15 ปี ประมาณครึ่งหนึ่ง (150 ล้านคน) เคยเผชิญความรุนแรงจากเพื่อนในโรงเรียนและบริเวณรอบๆ นอกจากนี้ นักเรียนราว 720 ล้านคนทั่วโลกยังอาศัยอยู่ในประเทศที่กฎหมายยังไม่มีการห้ามลงโทษทางร่างกายในโรงเรียนอย่างเด็ดขาด
.
ความแตกต่างตามภูมิภาค: อัตราความชุกของการบูลลี่สูงสุดพบในทวีปแอฟริกา (47.36%) รองลงมาคือเมดิเตอร์เรเนียนตะวันออก (41.53%) ขณะที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 33.19% (อินโดนีเซียสูงสุดในภูมิภาคที่ 50.14% ส่วนประเทศไทยอยู่ที่ 28.23% ตามเกณฑ์ดัชนีชี้วัดร่วมระหว่างประเทศ)
.
มิติทางเพศสภาพ: เด็กชายมีแนวโน้มถูกทำร้ายร่างกาย ผลัก หรือตีมากกว่า ในขณะที่เด็กหญิงมักตกเป็นเหยื่อของการบูลลี่ทางจิตวิทยา เช่น การแพร่ข่าวลือ และการบูลลี่เรื่องรูปลักษณ์ภายนอก
.
ภัยคุกคามจากโลกดิจิทัล (Cyberbullying): ในภูมิภาคยุโรป เอเชียกลาง และแคนาดา เด็กวัยเรียน 1 ใน 6 (16%) เคยถูกไซเบอร์บูลลี่ โดยสัดส่วนเยาวชนที่เป็นผู้กระทำความรุนแรงออนไลน์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (เด็กชายเพิ่มจาก 11% เป็น 14% และเด็กหญิงเพิ่มจาก 7% เป็น 9%) ยิ่งไปกว่านั้น รายงานในปี 2024 ยังระบุว่ามีการตรวจพบเนื้อหาที่สร้างโดย AI เพื่อการคุกคามทางเพศเด็กเพิ่มขึ้นถึง 1,325% โดย 97% ของเหยื่อจากภาพตัดต่อเหล่านี้คือเด็กผู้หญิง
.
ผลกระทบต่อสัมฤทธิผลทางการศึกษา
ผลการศึกษาในระดับนานาชาติชี้ชัดว่า โรงเรียนที่มีอัตราการบูลลี่สูง (มากกว่า 10% ของนักเรียนถูกบูลลี่บ่อยครั้ง) จะมีคะแนนสอบวิชาวิทยาศาสตร์ (PISA) ต่ำกว่าสถานศึกษาที่ปลอดภัยถึง 47 คะแนน ซึ่งเทียบเท่ากับความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ตลอดหนึ่งปีการศึกษาเต็ม นอกจากนี้ นักเรียนที่ถูกบูลลี่บ่อยครั้งยังมีแนวโน้มที่จะรู้สึกเป็นคนนอกของโรงเรียนสูงกว่านักเรียนทั่วไปถึง 3 เท่า และมีโอกาสขาดเรียนบ่อยกว่าถึง 2 เท่า
.
ตัวเลขและสถิติเหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า “การบูลลี่” ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องล้อเล่นสนุกปากในวัยเด็ก แต่เป็นปัญหาความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิต สุขภาพจิต และอนาคตทางการศึกษาของเด็กอย่างแท้จริง การสร้างพื้นที่ปลอดภัยในสถานศึกษา การปลูกฝังความเข้าใจเรื่องความหลากหลาย และการมีส่วนร่วมจากทั้งครู ผู้ปกครอง และสังคม จึงเป็นก้าวสำคัญในการยุติวงจรร้ายนี้ เพื่อคืนรอยยิ้มและสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนทุกคน


-01_0-768x432-b5b81b35.webp)


