เมนูคนหาย บอกเล่าความทรงจำ ที่รอวันร่วมโต๊ะกินข้าวอีกครั้ง

ข่าวเวิร์คพอยท์
เมนูคนหาย บอกเล่าความทรงจำ ที่รอวันร่วมโต๊ะกินข้าวอีกครั้ง

"วันผู้สูญหายสากล" มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับ แอมเนสตี้ อินเตอรเนชั่นแนล นิทรรศการ "กลับสู่วันวาน กลับมากินข้าวด้วยกันนะ" เพื่อระลึกถึงผู้ที่ถูกบังคับให้สูญหาย

ทุกวันที่ 30 สิงหาคม ของทุกปี คือวันผู้สูญหายสากล ครอบครัวผู้ที่สูญหาย ที่ไร้ชะตากรรม ยังรอวันให้สมาชิกกลับมาร่วมโต๊ะอาหาร แม้ว่าวันนั้นอาจจะไม่มีจริงหรือจะต้องรอแบบไม่รู้ว่าเมื่อไร #แล้วกลับมากินข้าวด้วยกันนะ 

แกงเลียง  เมนูโปรด ของ สุรชัย แซ่ด่าน นักปฏิวัติ ผู้ชื่นชอบทานผักและของทอดเป็นชีวิตจิตใจ  

แกงส้มใต้หมูย่าง เมนูชื่นชอบของ บิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ นักกิจกรรมชาวกระเหรี่ยงบางกรอย ที่ได้สูตรอาหารมาจากการประชุมอบรม แล้วมาทำให้ภรรยาและลูกได้ทดลองทาน 

ป่นบักเขือ เมนูง่ายๆของอาหารอีสานจานโปรด ของวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักกิจกรรมทางการเมือง และผู้ลี้ภีย ม.112 

แกงหน่อไม้ปลาหมึกแห้ง สูตรลับของชัชชาญ บุปผาวัลย์ นักกิจกรรมทางการเมือง สูตรเมนูนี้ที่ได้หายไปพร้อมกัน ที่ทุกวันนี้ ก่อการ บุปผาวัลย์ ลูกชายบอกว่าพ่อได้หายไปก่อนที่ระได้บอกสูตรลับความอร่อย 

ผัดพริกแกงถั่ว เมนูไม่เคยเบื่อของ สยาม ธีวุฒิ แม้นางกัญญา ธีรวุฒิ ผู้เป็นแม่จะผัดให้กินบ่อยเกือบทุกวัน 

นี่คือเมนูจานโปรดบนโต๊ะอาหารของผู้ที่ถูกบังคับให้สูญหาย พวกเขาเหล่านี้ไม่มีแม้แต่โอกาสได้กลับมาร่วมทานข้าวกับครอบครัวที่เฝ้ารอ แม้จะนานหลายวัน หลายปี เมนูอาหารสำหรับผู้ที่เป็นที่รักของสมาชิกในครอบครัว ไม่อาจจะลืมได้ 

เมนูอาหารง่ายๆ ที่ใครก็รู้จัก แต่มีความหมายทุกครั้งที่ สมาชิกคนในครอบครัวได้เห็น และนึกถึงช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน  

เช่น กัญญา ธีรวุฒิ แม่สยาม ธีวุฒิ เล่าว่า สยามไม่เคยเบื่อ ปัดพริกแกงถั่วสูตรฝีมือแม่ แถมเป็นเมนูฮีลใจยามอ่อนล้า ไม่ว่าสยามจะไปเรียน ทำงานหรือทำกิจกรรมแล้วรู้สึกอ่อนล้า แต่เมื่อกลับบ้านมาจะร่ำร้องให้แม่ผัดให้บ่อยครั้ง กลิ่นย้าวสวยผสมกับพริกแกง ทำให้สยามพูดกับแม่ว่า แม่ทำได้ทุกวัน ก็กินทุกวัน 

ช่วงเวลาประสบการณ์ที่อยู่ด้วยกันคือความทรงจำของคนอบครีวผู้สูญหาย ต่อให้นานแค่ไหนก็ไม่มีวันลืมได้ นี่คือวัตถุประสงค์ของ มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมกับ แอมเนสตี้ อินเตอรเนชั่นแนล แห่งประเทศไทย ได้ร่วมจัดทำนิทรรศกาล "กลับสู่วันวาน .. กลับมากินข้าวด้วยกันนะ" จัดขึ้นที่คินใจ คอนเทม โพรารี ช่วงระหว่างวันที่ 27-30 สิงหาคมนี้  เพื่อสะท้อนถึงปัญหาและระลึกผู้ถูกบังคับให้สูญหาย เนื่องในวันผู้สูญหายสากล 30 สิงหาคม ของทุกปีเพราะประเทศไทยและทั่วโลก มีผู้ถูกบังคับให้สูญหาย จากการปราบปรามของรัฐ ถูกละเมิดสิทธิ และยังเป็นการทวงถามการบังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย ที่ประกาศราชกิจจานุเบกษาไปเมื่อ 22 ก.พ.2566

นางอังคณา นีละไพจิตร ภรรยาของ นายสมชาย นีละไพจิตร ผู้ถูกบังคับให้สูญหาย และเป็นสมาชิกคณะทำงานด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจของสหประชาชาติ รายงานข้อมูลว่า ใน 112 ประเทศทั่วโลก มีผู้ถูกบังคับให้สูญหาย 59,600 กรณี ในจำนวนนี้ยังไม่ได้รับการชี้แจงหรือยุติ 46,751 กรณีใน 97 ประเทศ มีเพียง 104 กรณีเท่านั้นที่คณะทำงานสามารถติดตามคลี่คลายได้ สำหรับประเทศไทย พบว่า ปี 2565 มีผู้ถูกบังคับสูญหาย 76 กรณี สูงเป็นอันดับ 3 รองจากฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย 

นางอังคณา กล่าวว่า ในฐานะครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหาย ดิฉันพบว่า มีปัญหาและอุปสรรคมากมายในการเข้าถึงความยุติธรรมและความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมของเหยื่อ แม้ในบางกรณีรัฐมีความพยายามให้การเยียวยาด้วยการชดเชยด้วยตัวเงิน แต่การเยียวยาที่มีประสิทธิภาพต้องเป็นการเยียวยาแบบองค์รวม ทั้งการเยียวยาด้านจิตใจ การพัฒนาคุณภาพชีวิต ที่สำคัญอย่างยิ่งคือการเยียวยาด้วยความยุติธรรม โดยการเปิดเผยความจริง นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ การฟื้นคืนความเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงการช่วยเหลือครอบครัวเหยื่อให้สามารถกลับคืนสู่สังคมได้อีกครั้ง

นางอังคณา กล่าวอีกว่า มีผู้ถูกบังคับสูญหายหลายคนที่หายไปช่วงรัฐบาลเพื่อไทยที่มีทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี วันนี้พรรคเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง ก็หวังว่ารัฐบาลจะมีความจริงใจในการเปิดเผยความจริง สืบสวนสอบสวนจนกว่าจะทราบชะตากรรมของผู้สูญหายทุกคน และรู้ตัวผู้กระทำผิดตามที่รับประกันไว้ใน พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 อย่างน้อยที่สุดสำหรับครอบครัวผู้ถูกบังคับสูญหาย ทุกคนอยากรู้ว่าคนในครอบครัวยังมีชีวิตหรือไม่ ถ้ามีชีวิตอยู่เขาอยู่ที่ไหน หรือว่าถ้าเสียชีวิตไปแล้ว อย่างน้อยคืนศพให้พวกเขาก็ยังดี  

"รัฐต้องยอมรับความจริงว่าการการชดใช้ด้วยเงินอย่างเดียวไม่อาจคืนศักดิ์ศรี และลบเลือนความทรงจำที่โหดร้ายทรมานของเหยื่อได้ การเยียวยาที่ไม่ได้มาตรฐานเช่นที่กระทำอยู่ ทำให้การเปลี่ยนผ่านของเหยื่อและครอบครัวเกิดความชะงักงัน การไม่รู้ความจริงทำให้พวกเขาถูกพันธนาการด้วยความเจ็บปวด และไม่สามารถเชื่อมโยงตัวเองกับสังคม" นางอังคณา กล่าว

ขณะที่ นางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ ผู้อำนวยการมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ให้ข้อมูลว่า แม้ประเทศไทยจะมี พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มีความตื่นเต้นในหน่วยงานยุติธรรม แต่ยังมีเจ้าหน้าที่รัฐบางคนมีพฤติกรรมผิดวินัย หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ 

ปัจจุบันกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียน และมีองค์กรภาคประชาสังคมในประเทศไทยและต่างประเทศมาให้ความรู้เรื่องนี้อย่างกว้างขวางมากขึ้น แต่ยังมองว่าสังคมไทยต้องเรียนรู้พัฒนาให้ทันโลกมากขึ้น เพราะคดีทรมาน-อุ้มหาย เป็นอาชญากรรมที่มีลักษณะพิเศษ เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ต้องมีวิธีการทำงานที่ละเอียด มีองค์ความรู้ทั้งกฎหมาย นิติเวช และจิตวิทยามาเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องการสอบสวน การพิจารณาคดี และการเยียวยาให้ครอบคลุมต่อผู้เสียหายโดยเฉพาะญาติของผู้เสียหายอย่างได้ผล

ดังนั้น ทางเครือข่ายผู้จัดงาน จึงเรียกร้องให้ คณะรัฐมนตรี เร่งรัดให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการสูญหายโดยบังคับ พิจารณาให้สัตยาบัฯงณและอนุวัติการพิธีสานเลือกรับตามอนุสัญญาOP-CAT เป็นกฎหมายโดยเร็ว และขอให้กระทรวงยุติธรรมสอบสวนกรณีบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายจนกว่าจะทราบชะตากรรม และติดตามหาตัวผู้ถูกบังคับให้สูญหายตามที่ระบุใน พ.ร.บ.อุ้มหายฯ และเรียกร้องไปยังคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นตามพ.ร.บ.อุ้มหาย เปิดเผยข้อมูลดำเนินการเพื่อให้ญาติสามารถติดตามตรวจสอบความคืบหน้าได้ และออกมาตรการเยียวยาผู้เสียหาย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง