กองทัพยืนยันภาพการโจมตีเป้าหมายทำให้เกิดเพลิงไหม้บนออนไลน์เป็นฟคนิวส์

โฆษกกระทรวงกลาโหม สรุปไทม์ไลน์แนวรบชายแดนไทย - กัมพูชา กองทัพยืนยันภาพการโจมตีเป้าหมายทำให้เกิดเพลิงไหม้บนออนไลน์เป็นฟคนิวส์
(11ธ.ค.68) เวลา 16.00 น. ณ ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดย พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงสรุปสถานการณ์ภาพรวม เหตุการณ์ปะทะกันของทหารไทย และกัมพูชา เผยว่า สำหรับไทม์ไลน์สถานการณ์ที่ผ่านมาตั้งแต่ช่วงวันที่ 10 ธันวาคมที่ผ่านมา ช่วงเวลาประมาณ 16:00 น. ทางกองทัพยังคงดูแลพี่น้องประชาชนชาวไทยที่ยังตกค้างอยู่บริเวณตามชายแดนในฝั่งกัมพูชา ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศก็ได้มีการประสานไปยังทางกระทรวงการต่างประเทศของทางกัมพูชา ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนชาวไทยให้กลับมายังภูมิลำเนาบ้านเกิดของแต่ละคน
ในเรื่องส่วนเรื่องของการปฏิบัติการของกองทัพเรือเมื่อช่วงกลางดึกที่ผ่านมานั้น ก็ยังมีการปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ยุทธการ ที่ชื่อว่า “ตราดปราบปรปักษ์” โดยเฉพาะพื้นที่ในจังหวัดตราดก็ยังมีปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันนี้การปฏิบัติการนั้นก็ยังคงเป็นไปตามแผนงานของกองทัพเรือ
นอกจากนี้ ทางกองทัพเรือมีการตรวจพบกลุ่มผู้ต้องสงสัยซึ่งคาดว่า เป็นกลุ่มของหน่วย BSQ ซึ่งเป็นหน่วยของทางกัมพูชาเข้ามาใช้พื้นที่ที่เป็นอาคารต้องสงสัย ทำให้กองทัพเรือต้องปฏิบัติการเพิ่มเติมในเรื่องของการลิดรอนขีดความสามารถของทางกัมพูชาในการโจมตีฝ่ายประเทศไทย
จากนั้น วันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมา เวลา 04.35 น. ฝั่งทางกัมพูชาได้มีการเปิดฉากยิงด้วยอาวุธหนัก รวมถึงมีการใช้โดรนกามิกาเซ่ในการปฏิบัติการในพื้นที่ต่าง ๆ 4 พื้นที่ ช่องบก , ช่องอานม้า , ตาควาย และตาเมือน ซึ่งทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นที่จะต้องตอบโต้การปฏิบัติการเพื่อผลักดันฝ่ายกัมพูชาออกจากพื้นที่อธิปไตยของไทย
นอกเหนือจากนั้น บริเวณพื้นที่ของจังหวัดสุรินทร์ก็มีการตรวจพบว่าฝ่ายกัมพูชานั้นได้มีการยิงปืนใหญ่และมีการยิงจรวดเข้ามายังพื้นที่ของประชาชนคนไทยทำให้บ้านเรือนของประชาชนคนไทยได้รับความเสียหาย ซึ่งทางกองทัพมีภาพหลักฐานต่างๆในการที่ทางกัมพูชาตั้งโจมตีเข้ามายัง บ้านเรือนของพี่น้องประชาชนชาวไทย
เมื่อเวลา 10.00 น. ในวันนี้ ทางฝ่ายไทยได้มีการเตรียมความพร้อมที่จะรอรับคนไทยจากการประสานงานจากกระทรวงต่างประเทศที่ผ่านมารวมทั้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติผ่านทางตรวจคนเข้าเมืองในการเตรียมรับคนไทยที่จะกลับเข้ามายังประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นช่องทางบก หรือช่องทางผ่านท่าอากาศยาน ซึ่งทางเจ้าที่มีความพร้อมในเรื่องของการเตรียมพร้อม โดยขอวิงวอนจากทางกัมพูชา ในเรื่องของการอำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยได้สามารถกลับมามายังประเทศไทยได้
จากนั้นช่วงเวลาประมาณ 12.00 น. ทางกองทัพภาคที่สองได้มีการผลัดดั้งทหารกัมพูชาออกจากพื้นที่ช่องระยี และปลดต่าง จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งสถานการณ์ ณ ตอนนี้ก็ยังมีการปะทะอย่างต่อเนื่อง โดยกองทัพไทยสามารถที่จะยึดพื้นที่ได้แล้วแต่ในขณะนี้อยู่ในระหว่างการผลักดันฝ่ายกัมพูชาที่รุกล้ำอธิปไตยเข้ามาในพื้นที่ไทยอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนกองทัพอากาศนั้น ก็ยังมีการสนับสนุนในเรื่องของอากาศยาน ในเรื่องของการโจมตีเป้าหมายทางทหาร เพื่ออำนวยความสะดวกให้หน่วยกลยุทธ์ในภาคพื้นดินสามารถปฏิบัติงานได้อย่างคล่องแคล่ว และมีประสิทธิภาพ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อบ้านเกิดของประชาชนเป็นอย่างมาก ซึ่งโจมตีของทางกัมพูชาจะเห็นได้ว่าเป็นการโจมตีที่เล็งเป้าหมายมายังบ้านหรือประชาชน
สำหรับสถิติศูนย์พักพิงของวันที่ 11 ธันวาคม 68 ในช่วงเวลา 09.00 น. โดยศูนย์พักพิงปัจจุบันนี้มีการแต่งตั้งทั้งหมด 934 แห่ง มีประชาชนผู้ที่จำเป็นต้องเข้าพักในศูนย์พักพิงทั้งสิ้น 258,617 คน ที่ผ่านมามีประชาชนไทยที่เสียชีวิตแล้วทั้งหมด 4 คน ซึ่งสาเหตุเกิดจากโรคประจำตัว และเป็นผู้ที่รับผลกระทบจากเหตุการณ์การปะทะกันที่ผ่านมา โรงพยาบาลที่รับผลกระทบปัจจุบันนี้มีทั้งหมด 19 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลได้รับผลกระทบทั้งหมด 180 แห่ง
นอกจากนี้ ตนขอประชาสัมพันธ์ในเรื่องของกระแสข่าวที่ว่า มี การแจ้งข่าวอพยพประชาชนในพื้นที่จังหวัดตราด 100 % นั้น ข้อมูลในส่วนนี้ยังไม่มีการยืนยันจากหน่วยงานทางการแต่อย่างใด ปัจจุบันมีการพูดคุยถึงโรงพยาบาลตราดว่า จะต้องมีการอพยพด้วยหรือไม่นั้น ซึ่งทางโรงพยาบาลตราดได้มีการออกแถลงการณ์ ว่า ณ ตอนนี้ยังไม่ได้มีการอพยพคนไข้ในโรงพยาบาลตราดแต่อย่างใด เพราะว่า โรงพยาบาลตราดยังได้รับผลกระทบการปะทะในเรื่องนี้แต่อย่างใด
ทั้งนี้จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาตนขอยืนยันและวิงวอนพี่น้องประชาชนให้ช่วยกันตรวจสอบ คัดกรอง ข้อมูลข่าวสารในโซเชียลมีเดียที่อาจจะมีผลกระทบต่อการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานต่าง ๆ ของพี่น้องประชาชน ซึ่งทางหน่วยงานขอให้ประชาชนตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน ขอให้เป็นข้อมูลข่าวสารที่ออกมาจากทางการเท่านั้นถึงจะปฏิบัติตามได้
สำหรับรูปภาพหรือคลิปวิดีโอระเบิดปลอมที่มีการเผยแพร่ผ่านโซเชียลพร้อมกล่าวหาว่าเป็นภาพที่มีการโจมตีเป้าหมายและทำให้เกิดเพลิงไหม้นั้น ทางกองทัพยืนยันว่า เป็นข่าวเฟคนิวส์
#ข่าวเวิร์คพอยท์23




