“ดร.ปณิธาน” ชี้กลไกระหว่างประเทศใช้เวลานาน แต่ก็จำเป็น
“ดร.ปณิธาน” ชี้กลไกระหว่างประเทศอาจใช้เวลานาน แต่ก็เป็นเรื่องจำเป็นในตอนนี้ ระบุสถานการณ์ของไทยดีขึ้นในสายตานานาชาติ หลังเราเดินหน้ารุกเรื่องการทูต ใช้ข้อเท็จจริงล้อม “กัมพูชา”
(16 ส.ค. 68) จากกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศไทยได้จัดการเชิญตัวแทนประเทศในกลุ่มรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาและอาเซียนเข้าชมหลักฐานทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 ที่ทางการไทยยึดได้จากฐานของกัมพูชา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชี้แจงสถานการณ์และสร้างความน่าเชื่อถือต่อนานาชาติ
ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์กับข่าวเวิร์คพอยท์23 กล่าวในการสัมภาษณ์ว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นการชี้แจงอย่างต่อเนื่องของไทยเพื่อแก้ไขสถานการณ์จากความเสียเปรียบในการให้ข้อมูลข่าวสาร มาเป็นการให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงเพื่อความเข้าใจที่ดีขึ้น
และกลุ่มรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวาที่ไทยเชิญมาร่วมชมหลักฐานมีความสำคัญมาก โดยเป็นกลุ่มที่มีประเทศภาคีถึง 160 กว่าประเทศ และในจำนวนตัวแทนที่เข้าร่วมชมหลักฐานในครั้งนี้ ล้วนเป็นตัวแทนสำคัญที่จะสามารถกดดันกัมพูชาได้ ข้อเท็จจริงที่เหล่านี้จะทำให้กัมพูชาไม่สามารถบิดเบือนต่อไปได้ และอาจส่งผลต่อการชะลอการนำทุ่นระเบิดมาฝังใหม่ได้
ดร.ปณิธานระบุว่าในกลไกระหว่างประเทศจะไม่มีบทลงโทษชัดเจน เพราะถือว่าแต่ละประเทศเป็นประเทศเอกราชที่มีสิทธิและศักดิ์เท่าเทียมกัน แต่จะใช้มาตรการประณาม การยุติความช่วยเหลือ และการกดดันทางการทูต ซึ่งไทยเราเองก็ต้องทำงานกับพันธมิตรของเรา ในการใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงมาปิดล้อมกัมพูชา ไม่ให้กัมพูชาได้รับเงินทุนช่วยเหลือไปซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านี้อีก รวมถึงทำให้ความน่าเชื่อถือของกัมพูชาและตัวผู้นำลดลง ในอนาคตก็อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงหรือสเถียรภาพทางการเมืองของตัวผู้นำเอง
แต่ก็มีจุดที่น่ากังวล คือ เรื่องการตัดเงินช่วยหลือด้านการเก็บกู้ระเบิด ที่กัมพูชาได้รับจากนานาชาติปีละประมาณ 31 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 1 พันล้านบาทไทยนั้น ดร.ปณิธานมองว่าอาจจะไม่สามารถตัดหมดได้ เพราะจะทำให้กระทบกับชีวิตประชาชนกัมพูชาที่ก็เป็นเหยื่อของทุ่นระเบิดสังหารเช่นกัน เรื่องนี้รัฐบาลกัมพูชาเองก็ทราบดี ที่ผ่านมาจึงไม่กังวลกับการถูกประณามมากนัก
แม้ว่ากลไกระหว่างประเทศเหล่านี้อาจใช้เวลานาน แต่ก็ถือเป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะต้องขยับรุกไป และในระดับนานาชาติควรขยายไปทุกเวทีที่เป็นทางการขององค์การระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ, คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ, องค์กรภาคเอกชนที่ทำงานด้านต่อต้านทุ่นระเบิดและมีความชำนาญในการกดดัน, รวมถึงเวทีวันสันติภาพโลก(20 ส.ค.)
ดร.ปณิธานประเมินสถานการณ์หลังไทยเริ่มรุกในเชิงการทูตมากขึ้นว่าเริ่มดีขึ้น จากตอนแรกที่ข้อมูลของไทยไม่ได้รับความเชื่อมั่น บางส่วนเลือกข้างไปแล้วตามการเมืองโลก เพิกเฉยต่อข้อทักท้วงของเรา อย่างเวทีสหประชาชาติก็ไม่ได้ประณามการโจมตีเป้าพลเรือนที่ฝ่ายไทยถูกกระทำ แต่ตอนนี้สถานการณ์ก็เริ่มดีขึ้น อย่างประเทศญี่ปุ่นที่เป็นผู้บริจาครายใหญ่ให้กัมพูชา ก็เริ่มมีความตื่นตัวมากขึ้น และเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ส่งเอกอัครราชทูตลงพื้นที่ในประเทศไทย
“เราต้องทำงานกันอีกสักพักใหญ่กว่าจะกู้สถานการณ์ความเชื่อมั่นและความได้เปรียบในเวทีระหว่างประเทศกลับคืนมาได้ แต่ด้วยน้ำหนักด้วยข้อเท็จจริง ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรถ้าเราดำเนินการอย่างนี้ไปอีกสักพักหนึ่ง” ดร.ปณิธานกล่าวทิ้งท้าย




