เตือนคนเลี้ยงสัตว์! เช็กอาการ "โรค SFTS" ไวรัสจากเห็บกัด ไข้สูง เกล็ดเลือดต่ำ อันตรายถึงชีวิต

ข่าวเวิร์คพอยท์
เตือนคนเลี้ยงสัตว์! เช็กอาการ "โรค SFTS" ไวรัสจากเห็บกัด ไข้สูง เกล็ดเลือดต่ำ อันตรายถึงชีวิต

รมควบคุมโรคเตือนระวัง "โรค SFTS" ไวรัสอันตรายที่มี "เห็บ" เป็นพาหะ เผยสถิติปี 2569 ผู้ป่วยเสียชีวิตสูงถึง 66% ชี้อาการเริ่มแรกคล้ายไข้หวัด ทำไข้สูง-เกล็ดเลือดต่ำ เสี่ยงอวัยวะล้มเหลว ย้ำคนเลี้ยงสุนัขและแมวห้ามใช้มือเปล่าบี้เห็บเด็ดขาด

(17 ก.ย. 69) นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค SFTS (Severe Fever with Thrombocytopenia Syndrome) ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มี "เห็บ" เป็นพาหะนำโรค โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีประวัติสัมผัสสัตว์เลี้ยง ถูกเห็บกัด หรือใช้มือเปล่าบี้เห็บโดยตรง

สถิติผู้ป่วยโรค SFTS ในไทย

สถานการณ์การติดเชื้อในประเทศไทยมีแนวโน้มความรุนแรงและอัตราการเสียชีวิตสูง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป

  • ยอดสะสมปี 2562 – 2569: พบผู้ป่วย 10 ราย เสียชีวิต 5 ราย
  • ยอดล่าสุดปี 2569 (1 ม.ค. – 16 ก.ย.): พบผู้ป่วย 3 ราย เสียชีวิตถึง 2 ราย คิดเป็นอัตราป่วยตายสูงถึงร้อยละ 66.67

เชื้อ SFTS ติดต่อได้อย่างไร?

  • สัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรค ได้แก่ สุนัข แมว วัว ควาย แพะ แกะ หมู ไก่ หนู และสัตว์ป่า รวมถึงพบเห็บได้ตามใบหญ้า รอยแตกปูน และดินชื้น
  • ติดต่อทางตรง: การถูกเห็บที่มีเชื้อกัด (ช่องทางหลัก)
  • ติดต่อทางอ้อม: การสัมผัสเลือด สารคัดหลั่งของสัตว์ที่ติดเชื้อ หรือการบี้เห็บด้วยมือเปล่า
  • จากคนสู่คน: สัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง หรือละอองฝอยจากผู้ป่วยติดเชื้อ (พบได้น้อยมาก)

เช็กอาการโรค SFTS หลังถูกเห็บกัด

ผู้ที่ได้รับเชื้อจะเริ่มแสดงอาการภายใน 1 – 2 สัปดาห์หลังถูกเห็บกัด อาการระยะแรกมักคล้ายโรคติดเชื้อทั่วไป ทำให้ผู้ป่วยชะล่าใจและไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยง

  • อาการเบื้องต้น: ไข้สูง อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสีย
  • อาการรุนแรง: ภาวะเกล็ดเลือดต่ำ มีจุดเลือดออกผิดปกติ มีอาการทางระบบประสาท ตับและไตทำงานผิดปกติ อวัยวะล้มเหลวหลายระบบ ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตได้

คำแนะนำการป้องกันสำหรับผู้เลี้ยงสัตว์

  • ดูแลสัตว์เลี้ยง: หมั่นสำรวจหาเห็บ อาบน้ำ ใช้ยากำจัดเห็บเป็นประจำ และทำความสะอาดที่อยู่อาศัยของสัตว์
  • ห้ามบี้เห็บด้วยมือเปล่า: หากต้องจับเห็บหรือสัมผัสสัตว์ที่มีเห็บ ควรสวมถุงมือทุกครั้ง และล้างมือด้วยสบู่ทันทีหลังสัมผัส
  • ป้องกันเมื่อเข้าพื้นที่เสี่ยง: สวมเสื้อผ้าให้มิดชิดเมื่อเข้าฟาร์มหรือพื้นที่เกษตร หลังกลับมาควรรีบอาบน้ำและสำรวจร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณจุดซ่อนเร้นที่เห็บมักเกาะ เช่น ใต้วงแขน ในและรอบใบหู สะดือ หนังศีรษะ หลังเข่า ขาหนีบ และรอบเอว

หากมีไข้สูงโดยไม่ทราบสาเหตุ อ่อนเพลีย มีจุดเลือดออก หรือมีอาการผิดปกติทางระบบประสาท ภายใน 2 สัปดาห์หลังถูกเห็บกัดหรือสัมผัสสัตว์ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการถูกเห็บกัดหรือการสัมผัสสัตว์ให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบ เพื่อช่วยในการวินิจฉัยและดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ประชาชนที่มีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

ที่มา : กรมควบคุมโรค

ข่าวที่เกี่ยวข้อง