“หลุมอากาศ” คืออะไร ผู้โดยสารต้องทำอย่างไรจึงปลอดภัย

เคยสงสัยหรือไม่ “อากาศ” ไม่ใช่ “พื้นดิน” แล้วทำไมจึงมีหลุม? เครื่องบินลอยอยู่ดีๆ ตกหลุมอากาศได้อย่างไร? และผู้โดยสารสามารถเตรียมตัวรับมืออย่างไรให้ปลอดภัยไม่ได้รับบาดเจ็บ
จากอุบัติเหตุของสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ส เที่ยวบินที่ SQ321 เส้นทางสิงคโปร์-ลอนดอน ขอลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 21 พ.ค. 2567 เนื่องจากเครื่องบินประสบอุบัติเหตุตกหลุมอากาศครั้งรุนแรง จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตบนเครื่อง 1 ราย(จากสาเหตุเรื่องหัวใจวายเฉียบพลัน) ได้รับบาดเจ็บหลายสิบราย ในจำนวนนี้บาดเจ็บสาหัส 7 ราย ก่อให้เกิดความสงสัยกับบุคคลทั่วไปว่าการตกหลุมอากาศคืออะไร และมันมีความร้ายแรงมากแค่ไหน
“เครื่องบิน” บินได้อย่างไร?
ก่อนที่จะไปดูเรื่องของหลุมอากาศ ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจก่อนว่าเครื่องบินที่มีน้ำหนักกว่า 100 ตัน นั้นบินขึ้นได้อย่างไร การบินบนอากาศทำได้ด้วยองค์ประกอบสำคัญ 2 ส่วนที่ต้องทำงานร่วมกัน คือ
- เครื่องยนต์ไอพ่นที่ก่อให้เกิดแรงฉุดหรือดันเครื่องบินให้เคลื่อนที่ไปด้วยความเร็ว และ
- แรงยกของอากาศที่อยู่ใต้ปีกเครื่องบิน
แรงยกนี้เกิดขึ้นตามทฤษฎีแรงลมของ ดาเนียล แบร์นูลลี โดยเพจ IPST Thailand ของ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) อธิบายไว้ว่า “ถ้ามีความเร็วของอากาศมาก ความดันจะต่ำ แรงลมที่ไปทำกับวัตถุนั้น ๆ จะมีน้อย แต่ในทางกลับกัน ความเร็วอากาศน้อย ความดันจะมาก แรงลมที่ไปทำกับวัตถุนั้นก็จะมากตามไปด้วย”

ก่อนที่เครื่องบินจะบินขึ้นฟ้าได้จะมีขั้นตอนที่เรียกว่าการเทคออฟ(Take-off) ที่เครื่องบินวิ่งไปบนรันเวย์ด้วยความเร็ว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอากาศบริเวณปีกเครื่องบิน ซึ่งมีลักษณะโค้งและเฉียงขึ้น โดยอากาศบริเวณด้านบนของปีกเครื่องบินจะมีอัตราเร็วสูงกว่าอัตราเร็วของอากาศบริเวณด้านล่างปีก ทำให้อากาศบนปีกมีแรงดันหรือแรงกดน้อยกว่าด้านล่าง ก่อให้เกิดเป็นแรงยกที่ทำให้เครื่องบินบินขึ้นฟ้าได้ และช่วยประคองเครื่องบินไว้ขณะที่บินอยู่บนอากาศ
ที่บอกว่าทั้งเครื่องยนต์และแรงยกต้องทำงานประสานกัน นั่นก็เพราะว่าหากมีแต่เครื่องยนต์แต่ไม่มีแรงยกใต้ปีก เครื่องบินจะไม่สามารถลอยขึ้นจากพื้นดินได้ ขณะเดียวกันถ้าเครื่องยนต์ไม่ทำงาน ไม่เกิดการไหลของอากาศที่ต่างกันระหว่างอากาศด้านบนปีกและด้านล่างของปีก แรงยกก็หายไปและทำให้เครื่องบินตกลงได้
“หลุมอากาศ” คืออะไร
“หลุมอากาศ” คือภาวะที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของการไหลของอากาศอย่างฉับพลัน ทำให้ความเร็วของอากาศเหนือปีกและใต้ปีกเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลถึงแรงยกที่เกิดขึ้นที่ใต้ปีก จนทำให้คนรู้สึกว่าเครื่องบินกำลังกระเด้งกระดอน คล้ายรถยนต์ที่ขับตกหลุม โดยปกติแล้วการตกหลุมอากาศนั้นจะเกิดขึ้นจาก 3 ปัจจัย คือ
- การบินเข้าไปใกล้กับรอยต่อของขอบนอกระหว่างกระแสลมกรด(Jet Stream) และกระแสลมปกติ ซึ่งปัจจัยนี้ไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้
- เกิดลมพัดปะทะภูเขา ทำให้อากาศที่ด้านตรงข้ามกับที่ลมพัดปะทะเกิดความปั่นป่วน ปัจจัยนี้สามารถคาดการณ์ได้ หากไม่สามารถหลีกเลี่ยงเส้นทางการบินนี้ได้ นักบินจะแจ้งเตือนเพื่อให้ผู้โดยสารคาดเข็มขัดนิรภัย
- สภาพอากาศแปรปรวนจากพายุฝนฟ้าคะนอง สามารถคาดการณ์และหลีกเลี่ยงได้

การตกหลุมอากาศนี้ปกติแล้วจะแบ่งระดับของความรุนแรงไว้ 3 ระดับ คือ
- ระดับต่ำ เครื่องบินจะขยับขึ้นหรือลงในระยะไม่เกิน 1 เมตร ในระดับนี้ผู้โดยสารจะไม่รู้สึกถึงการตกหลุมอากาศ
- ระดับปานกลาง เครื่องบินจะขยับขึ้นหรือลงในระยะ 3-6 เมตร ผู้โดยสารจะรู้ได้ถึงแรงสั่นเล็กน้อย น้ำในแก้วอาจจะหกกระฉอกออกมาได้
- ระดับรุนแรง ปกติเครื่องบินจะขยับขึ้นหรือลงได้ถึงระยะ 30 เมตร แต่กรณีของเที่ยวบิน SQ321 ที่ประสบเหตุ เครื่องบินร่วงลงมาที่ระยะเกือบ 2 กิโลเมตร ภายใน 3 นาที ซึ่งถือว่ารุนแรงมาก การตกหลุมอากาศในระดับความรุนแรงนี้จะทำให้ผู้โดยสารที่ไม่ได้รัดเข็มขัดนิรภัยตัวลอยขึ้นมากระแทกกับเพดานห้องโดยสารได้ ข้าวของภาพในห้องโดยสารก็จะลอยคว้าง สร้างความเสียหายได้
ทำอย่างไรถึงจะไม่เป็นอันตรายจาก “หลุมอากาศ”
แม้ว่าข่าวการตกหลุมอากาศจะฟังดูน่ากลัว แต่ไม่ต้องตระหนกเกินไป เพราะโดยปกติหลุมอากาศจะไม่ทำให้เครื่องบินตก และหลุมอากาศส่วนมากเป็นสิ่งที่คาดการณ์และหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากก่อนออกบินทุกครั้งจะมีการตรวจสอบสภาพอากาศเพื่อวางแผนการบิน และในระหว่างที่บินอยู่ก็จะมีการใช้เรดาร์ในการตรวจจับสภาพอากาศที่ต้องหลีกเลี่ยง ยกเว้นกรณีที่เป็นรอยต่อของกระแสลมกรด หรือความปั่นป่วนในอากาศแจ่มใส ที่จะตรวจจับไม่ได้(Clear Air Turbulence-CAT)

แต่ถึงแม้จะไม่รุนแรงถึงขั้นทำให้เครื่องตก แต่ในกรณีที่ตกหลุมอากาศอย่างรุนแรง อาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือการบาดเจ็บจากแรงกระแทกภายในห้องโดยสารได้ ดังนั้นสิ่งสำคัญสำหรับผู้โดยสารที่จะทำให้รอดพ้นจากอันตรายได้ ก็คือการปฏิบัติตามหลักการเรื่องความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด เช่น รัดเข็มขัดตลอดเวลาที่นั่งบนที่นั่งเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวลอยขึ้นกระแทกเพดานของห้องโดยสารเมื่อเกิดเหตุ, เก็บสัมภาระให้ช่องเก็บสัมภาระเหนือหัว หากมีสัมภาระติดตัวที่ไม่สามารถเก็บในช่องเก็บได้ ให้เก็บไว้ที่ใต้เบาะ เพื่อที่เวลาเกิดเหตุสัมภาระจะไม่ลอยหลุดออกมาและทำให้ตนเองหรือคนอื่นได้รับบาดเจ็บ,ไม่เดินไปมาบนเครื่อง, คอยฟังคำเตือนจากกัปตันเสมอ
ที่มา:
- https://www.facebook.com/watch/?v=1228913400836810
- https://www.scimath.org/lesson-physics/item/7141-2017-06-04-08-52-24
- https://saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=1&chap=8&page=t1-8-infodetail03_1.html
- https://www.facebook.com/photo/?fbid=785341934952638&set=a.327375767415926
- https://www.facebook.com/ThaiFlyEx/photos/a.123490922813178/317493586746243/
- https://www.facebook.com/ipst.thai/photos/a.186298994739830/1084801208222933




