“พายุฤดูร้อน” คืออะไร? รู้จักที่มาและการรับมือเพื่อความปลอดภัย

ทำความรู้จัก “พายุฤดูร้อน” ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เวียนมาทุกปี ว่ามีที่มาอย่างไร แบบไหนถึงจะเรียกพายุฤดูร้อน และเมื่อต้องเผชิญกับพายุฤดูร้อน เราควรทำอย่างไรเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
ทุกปีในช่วงเดือน มีนาคม-พฤษภาคม เรามักเห็นประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาแจ้งเตือนให้ระมัดระวัง “พายุฤดูร้อน” อยู่เสมอๆ หลายคนอาจจะสับสนคำว่าพายุฤดูร้อนกับคำว่าพายุโซนร้อน ทั้งๆ ที่ทั้ง 2 คำนี้เป็นคนละอย่างกัน
โดยพายุโซนร้อน หรือ Tropical Storm นั้นเป็นคำเรียกประเภทของพายุหมุนที่เกิดขึ้นในเขตร้อน แบ่งแยกประเภทตามความรุนแรงหรือความเร็วลมใกล้จุดศูนย์กลาง โดยแบ่งเป็น 3 ระดับหรือประเภท คือ พายุดีเปรสชั่น พายุโซนร้อน และพายุเฮอริเคนหรือพายุไต้ฝุ่น(เรียกต่างกันตามแต่จุดกำเนิด)

สำหรับ “พายุฤดูร้อน” นั้นที่จริงแล้วมันคือพายุฟ้าคะนอง หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Thunderstorm บางครั้งเรียกว่า พายุไฟฟ้า(Electrical Storm) เป็นพายุที่เกิดขึ้นได้ทั่วทุกภาคของประทศไทย แต่มักจะเกิดขึ้นบ่อยในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และในช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย พายุชนิดนี้จะรุนแรงมากขึ้นจนมีการเรียกว่าเป็นพายุฤดูร้อน
โดยในช่วงฤดูร้อนต่อเนื่องไปถึงก่อนเข้าฤดูฝน อุณหภูมิในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศจะสูงขึ้น เนื่องจากแกนของโลกเริ่มเอียงเข้าหาดวงอาทิตย์ ทำให้อากาศร้อนอบอ้าวและชื้นในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและตอนบนของภาคกลาง และลมที่พัดเข้ามาจะเป็นลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดมาจากอ่าวไทยและทะเลจีนใต้
ในช่วงนี้หากมีลมเหนือ ที่พัดเอาอากาศที่เย็นกว่ามาจากประเทศจีน จะทำให้อากาศทั้ง 2 กระแสกระทบกัน และก่อตัวเป็นพายุฝนฟ้าคะนองอย่างแรงและรวดเร็ว มีฟ้าแลบ ฟ้าร้อง และฟ้าผ่ารวมอยู่ด้วย นอกจากนี้มักจะมีลมกระโชกแรงและฝนตกหนักเกิดขึ้น บางครั้งยังมีลูกเห็บตกลงมาด้วยหากอุณหภูมิยอดเมฆต่ำกว่า -60 ถึง 80 องศาเซลเซียส

แต่พายุฝนฟ้าคะนองแบบนี้มักเกิดขึ้นเป็นระยะเวลาเพียงสั้นๆ ราว 10-40 นาที และอยู่ในพื้นที่จำกัด 20-30 ตามรางกิโลเมตร มีน้อยครั้งที่พายุฤดูร้อนจะเกิดขึ้นนานกว่า 2 ชั่วโมง
สภาพอากาศก่อนเกิดพายุฤดูร้อน จะมีลักษณะอากาศอากาศร้อนอบอ้าวติดต่อกันหลายวัน ลมสงบ ความชื้นในอากาศสูง จนรู้สึกเหนียวตัว ท้องฟ้ามัว ทัศนวิสัยการมองเห็นระยะไกลไม่ชัดเจน และมีเมฆมากขึ้น ท้องฟ้ามืดครึ้ม
ในการเกิดของพายุฤดูร้อนหรือพายุฟ้าคะนองนั้น จะมีการเกิดและพัฒนา แบ่งเป็น 3 ระยะด้วยกัน ได้แก่
- ระยะเจริญเติมโต อากาศที่มีอุณหภูมิและความชื้นสูงลอยตัวสูงขึ้น ทำให้มีการลดลงของอุณหภูมิตามความสูง และไอน้ำในอากาศเกิดการควบแน่นเป็นละอองน้ำอย่างต่อเนื่อง เกิดเป็นเมฆขนาดใหญ่
- ระยะเจริญเติบโตเต็มที่ ยอดของเมฆปะทะกับรอยต่อของชั้นโทรโพสเฟียร์และชั้นสตราโตสเฟียร์ ทำให้ไม่สามารถลอยตัวสูงขึ้นไปได้อีก ยอดเมฆจึงเกิดการแผ่ออกด้านข้างในแนวราบ ต่อมาเกิดฝนตกหนัก ลมแรง เกิดฟ้าแลบ ฟ้าผ่า และอาจเกิดลูกเห็บตก
- ระยะสลายตัว ฝนค่อย ๆ หมดไป ทำให้ลมที่พัดลงสู่พื้นโลกมีอัตราเร็วลดลง เมฆเริ่มสลายตัว ซึ่งหลังพายุผ่านพ้นไปอากาศก็จะเย็นลง สดชื่นขึ้น ท้องฟ้าจะแจ่มใส

พายุฟ้าคะนอง หรือพายุฤดูร้อนนี้ เป็นต้นกำเนิดของสภาพอากาศร้ายหลายชนิด ที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยชนิดที่สำคัญๆ คือ
- พายุทอร์นาโด เป็นอากาศร้ายรุนแรงที่สุด ซึ่งเกิดจากพายุฝนฟ้าคะนอง มีลักษณะเป็นลำเหมือนงวงช้างยื่นออกมาจากฐานเมฆ เมื่อพายุฟ้าคะนองดูดเอาอากาศจากภายนอกเข้าไปที่ฐานเซลล์ด้วยพลังมหาศาล และถ้ามีการหมุนวนจะหมุนและบิดเป็นเกลียว มีเส้นผ่าศูนย์กลางของลำพายุเล็กมากคือ ประมาณพันฟุต มักเห็นเป็นเมฆลักษณะเป็นลำพุ่งขึ้นสู่บรรยากาศ หรือย้อยลงมาจากฐานเมฆคิวมูโลนิมบัส ดูคล้ายกับมีงวงหรือท่อหรือปล่องยื่นออกมา ถ้าเมฆที่ยื่นมาไม่ถึงพื้น เรียกว่า “FUNNEL CLOUD” ถ้าลงมาถึงพื้นดินเรียกว่า ทอร์นาโด แสดงลักษณะดังกล่าวและถ้าเกิดขึ้นเหนือพื้นน้ำเรียกว่า สเปาท์น้ำ (WATER SPOUT) ในประเทศไทย จะเรียกสเปาท์น้ำนี้ว่าลมงวงช้างหรือนาคเล่นน้ำ ซึ่งมีความรุนแรงน้อยกว่าพายุทอร์นาโดมาก
- อากาศปั่นป่วน อากาศปั่นป่วนและลมกระโชกแรง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งต่าง ๆ บนพื้นดิน อากาศปั่นป่วนเกิดขึ้นทั้งภายในพายุฝนฟ้าคะนองและภายนอกตัวเซลล์ ภายในตัวเซลล์พายุอากาศปั่นป่วนรุนแรงเกิดจากกระแสอากาศเคลื่อนที่ขึ้นและกระแสอากาศเคลื่อนที่ลงสวนกัน ภายนอกเซลล์พายุฝนฟ้าคะนอง อากาศปั่นป่วนที่เกิดขึ้นบางครั้งสามารถพบห่างออกไปไกลกว่า 30 กิโลเมตรจากตัวเซลล์พายุฝนฟ้าคะนอง อากาศปั่นป่วนรุนแรงสามารถพัดทำลายสิ่งต่างๆบนพื้นดินได้ โดยเฉพาะสิ่งก่อสร้างที่ไม่แข็งแรง
- ลูกเห็บ ลูกเห็บมักเกิดขึ้นพร้อมกับอากาศปั่นป่วนรุนแรง กระแสอากาศเคลื่อนที่ขึ้น ทำให้หยดน้ำถูกพัดพาไปสู่ระดับสูงมาก และเมื่อหยดน้ำเริ่มแข็งตัวเป็นกลายเป็นน้ำแข็ง จะมีหยดน้ำอื่น ๆ รวมเข้ามารวมด้วย ดังนั้นขนาดของก้อนน้ำแข็งจะโตขึ้นเรื่อยๆ และในที่สุดก็ตกลงมาเป็นลูกเห็บ ลูกเห็บขนาดใหญ่มักจะเกิดขึ้นจากพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรงและมีเมฆยอดสูงมาก บางครั้งสามารถพบลูกเห็บได้ที่ระยะไกลออกไปหลายกิโลเมตรจากต้นกำเนิด และสามารถทำความเสียหายต่อพื้นที่ที่ปรากฏลูกเห็บนั้น
- ฟ้าแลบและฟ้าผ่า ฟ้าแลบและฟ้าผ่าเป็นภัยธรรมชาติที่คร่าชีวิตมนุษย์มากที่สุด ฟ้าแลบฟ้าผ่า เกิดจากประกายไฟฟ้าของการปล่อยประจุอิเล็กตรอน เมื่อเกิดความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างตำแหน่งสองตำแหน่งที่ระดับค่าหนึ่ง ความต่างศักย์ ทำให้เกิดแรงดันและการไหลของประจุไฟฟ้า ค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างสองตำแหน่งเป็นไปตามสภาวะอากาศที่เป็นสื่อนำและระยะห่างของตำแหน่งทั้งสองนั้น เช่น ความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างเมฆกับพื้นดิน ระหว่างเมฆสองกลุ่ม หรือส่วนหนึ่งส่วนใดภายในเมฆกลุ่มเดียวกัน ดังนั้น จึงมักปรากฏว่าฟ้าผ่าวัตถุที่อยู่ในที่สูงในโลหะหรือในน้ำซึ่งเป็นสื่อไฟฟ้า

8 วิธีรับมือพายุฤดูร้อนเพื่อความปลอดภัย
- ตรวจสอบความแข็งแรงของบ้านและอาคารอยู่เสมอ รวมถึงสำรวจต้นไม้รอบบ้าน-ตัดแต่งกิ่งไม้ให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันเหตุร้ายนขณะที่เผชิญกับพายุ
- ในระหว่างที่เกิดพายุ หากอยู่ใกล้อาคารบ้านเรือนหรือที่กำบังที่แข็งแรง ให้เข้าไปหลบพายุฝนด้านในอาคารจนกว่าพายุจะจบลง ซึ่งมักจะกินเวลาไม่นานนัก ปิดประตูหน้าต่างให้สนิท หรือพยายามอยู่ให้ห่างจากหน้าต่างไว้ รวมถึงบริเวณที่อาจจะมีวัตถุตกหล่นจากที่สูง
- หากอยู่ในที่โล่งแจ้งควรหลบในอาคารทันที หลีกเลี่ยงการหลบฟ้าฝนใต้ต้นไม้ ใกล้เสาไฟฟ้า ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ อาคารขนาดเล็ก เช่น ห้องน้ำสาธารณะ หรืออาคารที่มีแค่กันสาดกันฝน เนื่องจากโครงสร้างประเภทนี้ไม่สามารถป้องกันฟ้าผ่าได้
- ในกรณีที่อยู่ในป่า ในทุ่งราบ หรือในที่โล่ง ควรคุกเข่าและโน้มตัวไปข้างหน้า แต่ไม่ควรนอนราบกับพื้น เนื่องจากพื้นเปียกเป็นสื่อไฟฟ้า และไม่ควรอยู่ในที่ต่ำ ซึ่งอาจเกิดน้ำท่วมฉับพลันได้ ไม่ควรอยู่ในที่โดดเดี่ยวหรืออยู่สูงกว่าสภาพสิ่งแวดล้อม
- ไม่สวมใส่เครื่องประดับที่ทำจากโลหะ เช่น เงิน ทองคำ ทองแดง เมื่อเกิดฝนฟ้าคะนอง เพราะโลหะเป็นสื่อนำไฟฟ้า ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ รวมถึงอยู่ให้ห่างจากวัตถุที่เป็นสื่อนำไฟฟ้าได้
- หลีกเลี่ยงการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือเครื่องมือสื่อสาร โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่โล่งแจ้ง
- หากต้องหลบฝนร่วมกับผู้อื่น ควรรักษาระยะห่างกับบุคคลอื่น ป้องกันไม่ให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าสู่ตัวหากเกิดมีคนถูกฟ้าผ่า
- หลีกเลี่ยงจากแหล่งน้ำ เช่น สระว่ายน้ำหรือบ่อน้ำ หากอยู่ในน้ำขณะมีพายุฝนให้รีบขึ้นจากน้ำทันที ไม่เช่นนั้นอาจได้รับอันตรายในขณะที่มีพายุฝน

หากระหว่างที่เกิดพายุฟ้าคะนอง มีผู้ประสบเหตุถูกฟ้าผ่า สามารถให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นได้ โดยรีบเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากสถานที่เกิดเหตุ ก่อนฟ้าผ่าซ้ำลงมาที่เดิม โดยผู้ช่วยสามารถสัมผัสร่างกายผู้ป่วยได้ทันที เนื่องจากผู้ป่วยที่โดนฟ้าผ่าจะไม่มีกระแสไฟฟ้าหลงเหลืออยู่ในตัวต่างจากผู้ป่วยที่โดนไฟฟ้าดูด จากนั้นผายปอดโดยการเป่าปากสลับกับนวดหัวใจ ก่อนนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลต่อไป
ที่มา:
https://www.tmd.go.th/media/_info/risk.pdf
https://www.saranukromthai.or.th/sub/book/book.php?book=34&chap=7&page=t34-7-infodetail05.html
http://www.cmmet.tmd.go.th/met/natural_danger.php
https://www.scimath.org/lesson-physics/item/7304-thunderstorms
https://www.ipst.ac.th/knowledge/knowledge-infographic/11687/thunderstorms.html




