“โพแทสเซียมไซยาไนด์” อาวุธสังหารคดีสะเทือนขวัญ
จาก “แอม ไซยาไนด์” สู่คดีสังหารหมู่ 6 ศพโรงแรมหรูกลางกรุง ทำความรู้จัก “ไซยาไนด์” อาวุธสังหารในคดีสะเทือนขวัญ พร้อมทั้งวิธีรับมือหากพลั้งเผลอสัมผัสพิษเข้าไป
ชื่อของ “ไซยาไนด์” กลายมาเป็นชื่อที่คนไทยคุ้นหู จากคดีสะเทือนขวัญของ “แอม ไซยาไนด์” ที่เรื่องแดงขึ้นช่วงต้นปี 2566 ที่ฆาตกรใช้สารพิษชนิดนี้ในการวางยาเหยื่อนับ 10 ราย เพื่อชิงทรัพย์ ก่อนที่จะกลับมาอยู่ในหน้าสื่ออีกครั้งกับคดีสังหารหมู่ 6 ศพ ชาวเวียดนามและชาวอเมริกัน ในโรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กทม. กลางเดือน กรกฎาคม 2567 หลังมีการตรวจสอบพบว่ามีสารโพแทสเซียมไซยาไนด์ อยู่ในกระบอกเก็บความร้านที่ภายในบรรจุกาแฟไว้อยู่
สำหรับ “ไซยาไนด์” เป็นสารเคมีอันตรายที่ออกฤทธิ์ได้รวดเร็ว มีทั้งที่เกิดจากการสังเคราะห์ของมนุษย์ และที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่ไซยาไนด์ในธรรมชาตินั้นมักมีปริมาณน้อยจนไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ โดยตัวไซยาไนด์จะอยู่ในสถานะต่างๆ ทั้งของแข็ง ของเหลว แก๊ส และมีคุณสมบัติต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น
- โซเดียมไซยาไนด์(NaCN): ของแข็งสีขาว อยู่ในยาฆ่าแมลง, อยู่ในสีเคลือบเงา/เคลือบเหล็ก, อุตสาหกรรมเหมืองแร่ อันตรายถึงตาย
- โพแทสเซียมไซยาไนด์(KCN): เป็นก้อนผลึกหรือผงสีขาว หรือเป็นของเหลวใส มีกลิ่นคล้ายอัลมอนด์, มักใช้สกัดแร่, อยู่ในยาฆ่าแมลง, อันตรายถึงตาย
- ไฮโดรเจนไซยาไนด์(HCN): ของเหลวไม่มีสีหรือแก๊ส, พบในควันจากท่อไอเสีย ควันบุหรี่ และควันจากโรงงานอุตสาหกรรม, สูดดมเข้าไปก่อให้เกิดผลกระทบกับระบบทางเดินหายใจ ระบบประสาทส่วนกลาง และระคายเคืองผิวหนังและดวงตา
ซึ่งนอกจาก 3 ตัวนี้ก็ยังมีไซยาไนด์ประเภทอื่นๆ อีก
พิษของไซยาไนด์ แบ่งได้ 2 แบบ คือ พิษแบบเฉียบพลัน เป็นอาการที่พบยาก มีอาการทันทีหลังสัมผัสสาร โดยผู้สัมผัสสารจะมีอาการหายใจติดขัด เลือดไหลเวียนผิดปกติ ภาวะหัวใจหยุดเต้น สมองบวม ชัก และหมดสติ เป็นต้น
อีกแบบจะเป็นพิษแบบเรื้อรัง เกิดจากได้รับไซยาไนด์ในปริมาณน้อยติดต่อเป็นระยะเวลานาน อาจมีอาการปวดศีรษะ ง่วงซึม คลื่นไส้ อาเจียน รูม่านตาขยาย ตัวเย็น หัวใจเต้นผิดปกติ ผิวหนังบริเวณใบหน้าและแขนขากลายเป็นสีม่วง โคม่า และเสียชีวิตในที่สุด
สำหรับผู้ที่เผลอสัมผัสกับไซยาไนด์ หากถูกผิวหนัง ถ้าสารเลอะเปรอะเสื้อผ้า ให้ใช้กรรไกรตัดผ้าส่วนนั้นแล้วยกออกจากตัว ป้องกันไม่ให้สารสัมผัสกับผิวหนังส่วนอื่นๆ จากนั้นให้ทำความสะอาดร่างกายด้วยน้ำและสบู่เพื่อลดปริมาณสารพิษ ก่อนรีบนำส่งโรงพยาบาล
ส่วนผู้ที่สูดดมสารพิษเข้าไป ให้รีบออกจากบริเวณดังกล่าว หรือหากทำไม่ได้ให้ก้มต่ำติดพื้น เพื่อหลีกเลี่ยงไอพิษให้ได้มากที่สุด หากผู้ป่วยมีอาการหยุดหายใจให้ใช้วิธีปั๊มหัวใช้หรือ CPR แต่เลี่ยงการผายปอดหรือเป่าปาก เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกสารพิษ
หากสารเข้าตา หากสวมแว่นหรือคอนแทคเลนส์ให้ถอดออกก่อน และล้างตาในน้ำสะอาดนานอย่างน้อย 10 นาที แล้วรีบไปโรงพยาบาล




