จิตอาสากันทรลักษ์รวมใจ ก่อกำแพงภูมะเขือ

จิตอาสากันทรลักษ์รวมใจ ช่วยคนละไม้คนละมือตอกเหล็กสร้างรั่ว ก่อกำแพงภูมะเขือ เป็นสัญลักษณ์ของเขตแดน
(24 ก.ย. 68) ด.ต.สุคนธ์ เริงฤทธิ์ อายุ 61 ปี เจ้าของร้านค้าปลีกน้ำฟ้าและสวนน้ำฟ้า ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ถือเป็นหนึ่งในกลุ่มร้านค้าชุมชนท้องถิ่น รวมถึงเป็นคณะบุคคลจิตอาสาและอาสาสมัครในพื้นที่ ที่มีบทบาทสำคัญในการจัดหาและส่งมอบเสบียง รวมถึงรวบรวมสิ่งของจากประชาชนและผู้ประกอบการในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งมีความประสงค์จะบริจาคเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจตระเวนชายแดนบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยสิ่งของที่จัดส่งประกอบด้วย น้ำดื่ม อาหารแห้ง ผ้าใบ ตาข่าย โซล่าเซลล์ ชุดกันฝน เครื่องปั่นไฟ เตาแก๊ส ตลอดจนเครื่องอุปโภค-บริโภคอื่นๆ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งจำเป็นในภารกิจแนวหน้า
โดยเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ด.ต.สุคนธ์ พร้อมด้วยกลุ่มจิตอาสา ชาวบ้าน และพระสงฆ์ ได้เดินทางขึ้นไปยังบริเวณภูมะเขือ เพื่อร่วมกันตอกเหล็กสร้างรั้ว และก่อกำแพงอิฐศิลาแลง พร้อมทั้งตรวจสอบความต้องการเพิ่มเติมของพื้นที่ เช่น ปูน และเหล็กเส้น ซึ่งในขณะนี้มีการเตรียมเหล็กเส้นไว้พร้อมสำหรับการขนส่งมอบแล้ว

ด.ต.สุคนธ์ เปิดเผยว่า การเดินทางไปยังภูมะเขือในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่ทหารผู้ดูแลพื้นที่ ซึ่งแม้จะมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังต้องอาศัยการประสานงานอย่างเป็นทางการ โดยการเดินทางครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมตอกเสาเหล็ก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของเขตแดนไทย และเพื่อสร้างกำแพงริมหน้าผา ร่วมกับประชาชนและพระสงฆ์ในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์
เขายังกล่าวอีกว่า กลุ่มของตนได้มีส่วนร่วมในการจัดหาสิ่งของและส่งเสบียงให้กับเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนในศูนย์อพยพตั้งแต่เกิดเหตุการณ์การสู้รบในปี 2554 จนถึงสถานการณ์ความไม่สงบในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้จัดส่งเสบียงอาหารและสิ่งของจำเป็นอย่างต่อเนื่องโดยไม่หยุดยั้ง
นอกจากนี้ การเดินทางไปยังภูมะเขือในครั้งนี้ ยังสืบเนื่องจากการที่ทราบว่ามีกลุ่มชาวบ้านและพระสงฆ์จากหลายพื้นที่ร่วมกันทำถนน เพื่อให้การสัญจรเป็นไปอย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น และมีการเคลียร์สิ่งปลูกสร้างเก่าของทหารเขมร เพื่อปรับสภาพพื้นที่ โดยการเดินทางครั้งนี้ยังเป็นการลงพื้นที่สำรวจว่ามีสิ่งใดที่สามารถนำไปช่วยเหลือเพิ่มเติมได้อีก
เขายังเล่าว่า ได้พบกับชาวบ้านตามหมู่บ้านชายแดนที่รู้จักคุ้นเคยกันดี ซึ่งต่างพร้อมใจกันมาร่วมแรงร่วมใจ ห่ออาหารและนำน้ำดื่มมาด้วยตนเอง โดยไม่ต้องว่าจ้างแม้แต่น้อย ซึ่งเป็นภาพที่สร้างความตื้นตันใจและอัศจรรย์ใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะสะท้อนให้เห็นถึงจิตสำนึกในการร่วมปกป้องแผ่นดินไทย และความรักในชาติอย่างแท้จริง
สำหรับ “ภูมะเขือ” ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ ที่มีทัศนียภาพสวยงาม และเมื่อประชาชนมีโอกาสได้เห็นก็ยิ่งเกิดความหวงแหน อยากมีส่วนร่วมในการดูแลและปกป้อง พื้นที่แห่งนี้จึงไม่เพียงแต่มีความสำคัญเชิงภูมิศาสตร์ทางทหารเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญในเชิงจิตใจของประชาชนอีกด้วย

การร่วมตอกเสาเหล็กในครั้งนี้แสดงถึงแนวรั้วประเทศไทย และยังทำให้ทราบว่าสิ่งของที่จำเป็นต้องนำไปสมทบเพิ่มเติม ได้แก่ เหล็กและปูน เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างทั้งถนนและรั้วกำแพง
ในวันเดียวกัน ด.ต.สุคนธ์ ยังได้มอบสิ่งของสนับสนุนให้กับเจ้าหน้าที่ทหารบริเวณภูมะเขืออีกด้วย โดยสิ่งของทั้งหมดถูกจัดส่งผ่านศูนย์ประสานงานที่ชุมชนศีรษะอโศก ซึ่งประกอบด้วยน้ำดื่ม ตาข่าย ผ้าใบ ข้าวสาร อาหารแห้ง และเครื่องอุปโภค-บริโภคต่างๆ ที่จัดหามาจากร้านค้าชุมชนท้องถิ่น รวมถึงจากประชาชนทั่วไป แม้บางรายอาจไม่ได้มีฐานะดี แต่ก็มีจิตใจเปี่ยมล้น พร้อมส่งกำลังใจให้ทหารไทยอย่างเต็มที่
การสร้างกำแพงจากอิฐศิลาแลงในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่เป็นสัญลักษณ์ของเขตแดนและความปลอดภัยริมหน้าผาเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดที่เหมาะสมด้านทัศนียภาพ และแสดงให้เห็นถึงความสมัครใจของประชาชนที่พร้อมช่วยเหลือชาติ ห่อข้าวไปกินเอง และเดินทางไปช่วยกันด้วยแรงกายอย่างเต็มกำลัง
สถานการณ์ในพื้นที่ยังไม่สงบเรียบร้อย ภาคประชาชนก็ยังคงเดินหน้าส่งกำลังใจและสิ่งของสนับสนุนแนวหน้าอย่างต่อเนื่อง มีประชาชนจำนวนมากที่แม้จะเป็นเพียง "คนตัวเล็ก" ก็ยินดีควักเงินทุนส่วนตัวเพื่อจัดหาข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ผัก ผลไม้ และสิ่งของจำเป็นต่างๆ เพื่อมอบให้ทหารไทย
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นงบประมาณจากประชาชน ที่มุ่งหวังอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มที่ เพื่อเป็นการตอบแทนคุณแผ่นดิน และมีส่วนร่วมในการปกป้องประเทศชาติ แม้ภาคประชาชนจะไม่ได้จับอาวุธรบ แต่ทหารไทยกำลังทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ และหากไม่มีทหารเหล่านี้แล้ว ประชาชนที่ชายแดนก็จะอยู่กันอย่างลำบาก
ด.ต.สุคนธ์ ยืนยันด้วยสายตาของตนเองว่า “ภูมะเขือ” คือแผ่นดินไทยโดยแท้ ทหารไทยได้ยึดแนวเขตตามสันปันน้ำอย่างชัดเจน และขอขอบคุณในความกล้าหาญของทหารไทยที่เข้าปะทะและผลักดันสถานการณ์จนเกิดความชัดเจนในพื้นที่ พร้อมทั้งกล่าวปิดท้ายว่า
“ประชาชนมีความภูมิใจอย่างยิ่ง และในอนาคตหากเป็นไปได้ อยากให้รัฐบาลหรือผู้มีอำนาจเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการก่อสร้างถนนและรั้ว แม้จะเป็นระยะทาง 10 เมตร 20 เมตร หรือยาวไปถึง 1-2 กิโลเมตร พวกเราก็พร้อม เพราะคนไทยมีหัวใจฮึกเหิม พร้อมจะร่วมแรงร่วมใจปกป้องแผ่นดินไทยไม่ให้ใครมารุกรานได้อีกต่อไป”




