คนไทยเชื่อถือ “เวิร์คพอยท์” 73% “สถาบันรอยเตอร์” เปิดรายงานสถานการณ์สื่อไทย-โลก

“สถาบันรอยเตอร์” เปิดรายงาน Digital News Report ประจำปี 2024 สำรวจสถานการณ์สื่อใน 47 ประเทศทั่วโลก - คนไทย 73% เชื่อถือ “เวิร์คพอยท์”
(19 มิ.ย. 67) เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ที่ผ่านมา สถาบันรอยเตอร์เพื่อวารสารศาสตร์ศึกษา(Reuters Institute for the Study of Journalism) เผยแพร่รายงาน Digital News Report 2024 ที่มีการสำรวจความเห็นจากกลุ่มตัวอย่าง 95,000 คน จาก 47 ประเทศทั่วโลก ถึงสถานการณ์สื่อในแต่ละพื้นที่ รวมถึงประเทศไทย
ในประเทศไทยรายงานดังกล่าวระบุว่าเสรีภาพสื่อยังคงถูกจำกัด จากการที่ถูกควบคุมอย่างเข้มงวดมานานหลายปี โดยทหารและชนชั้นนำทางการเมือง สื่อไทยมีเสรีภาพที่จะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล รวมถึงรายงานประเด็นการทุจริตต่างๆ แต่ยังถูกจำกัดด้วยกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำให้ไม่สามารถรายงานข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ได้ รวมถึงยังมีแนวโน้มในการเซ็นเซอร์ตัวเองในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกองทัพ, ตุลาการ, และประเด็นอ่อนไหวอื่นๆ
นอกจากนี้ จากผลการเลือกตั้งทั่วไปปี 2566 ที่พรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทย เป็น 2 พรรคที่ได้คะแนนนำทิ้งห่างพรรคอื่นๆ ก็สะท้อนถึงความหวังของคนหนุ่มสาวในประเทศที่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงไปสู่ประชาธิปไตย แต่ความหวังดังกล่าวดูเหมือนถดถอยลง จากการจับมือของพรรคเพื่อไทย กับพรรคร่วมรัฐบาลเดิม รวมถึงกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร ที่เดินทางกลับมารับโทษในคดีใช้อำนาจโดยมิชอบ แต่ออกจากเรือนจำภายในเวลาไม่กี่เดือนหลังจากถูกศาลตัดสินโทษจำคุกนาน 8 ปี ปัจจัยเหล่านี้สร้างความกังขาให้กับประชาชนที่เฝ้ามองความเปลี่ยนแปลง
ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ทางผู้วิจัยมองว่าการรายงานที่โปร่งใส การส่งเสริมความรับผิดชอบ และการอภิปรายอย่างมีข้อมูลยังคงมีไม่เพียงพอ โดยสื่อมวลชนส่วนใหญ่กลัวที่จะพูดต่อต้านชนชั้นสูงที่มีอำนาจ และด้วยการเซ็นเซอร์ตัวเองยังคงปฏิบัติกันอย่างแพร่หลายในสื่อกระแสหลัก
ขณะที่ด้านการเสพสื่อ ผู้วิจัยเห็นว่าคนไทยนั้นเปิดรับโซเชียลมีเดียเป็นแหล่งข่าวหลักอย่างกระตือรือร้น แพลตฟอร์มอย่าง Facebook, YouTube, Line และ TikTok ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิตประจำวัน โดย YouTube เป็นแพลตฟอร์มที่สำคัญที่สุดในการสร้างรายได้ให้กับบุคคลและผู้เผยแพร่
ประเทศไทยยังเป็นตลาดชั้นนำสำหรับเนื้อหาความบันเทิงของ TikTok มีผู้ใช้งานถึง 39% หันมารับข่าวสารผ่านทาง TikTok เพิ่มจากปี 2566 ถึง 9% แนวโน้มนี้บ่งบอกถึงการเปิดกว้างมากขึ้นต่อแหล่งข้อมูลที่หลากหลาย และความเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมกับข่าวสารในรูปแบบใหม่ ซึ่งอาจปูทางไปสู่ภูมิทัศน์ของสื่อที่มีความหลากหลายและครอบคลุมมากขึ้นในประเทศไทย เทรนด์ของคนดังในโลกออนไลน์ (และนักข่าว) ที่สร้างแบรนด์ส่วนตัวในขณะที่รายงานข่าวนั้นกำลังเฟื่องฟูยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะมีจำนวนผู้ติดตามเพิ่มขึ้น
สำหรับสือออนไลน์พบว่าสื่อแบบดั้งเดิมยังคงครองส่วนแบ่งผู้ชมสูงสุด โดยไทยรัฐออนไลน์มีส่วนแบ่งผู้ชมสูงถึง 46% ตามมาด้วยข่าวสดออนไลน์ที่ 26% และรายการพูดคุยข่าวยอดนิยมอย่าง “โหนกระแส” ทางช่อง 3HD ก็มีผู้ชมหลายล้านคนทุกวันบน YouTube สิ่งนี้สะท้อนว่าสาธารณชนยังให้ความสนใจอย่างสูงกับเนื้อหาที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดเห็น(opinion-driven content)
แต่ด้วยสถานการณ์ที่การแข่งขันสูงทำให้สื่อไทยหันไปเน้นรายงานข่าวที่มีลักษณะอื้อฉาว หรือเป็นที่ถกเถียง เพื่อดึงความสนใจจากผู้ชมในแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงข่าวที่เกี่ยวข้อกับความเชื่อ เรื่องลี้ลับ หรือการเสี่ยงโชคด้วย
สถาบันรอยเตอร์ฯยังสำรวจเกี่ยวกับพฤติกรรมการรับข่าวสารของคนไทยอื่นๆอีกพบว่า มาจากแพลตฟอร์มออนไลน์สูงถึง 88%(เฉพาะสื่อโซเชียลสูงถึง 75%) ขณะที่สื่อทีวีตามมาที่ 50% และสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ที่เพียง 13% เท่านั้น ส่วนอุปกรณ์ที่ใช้ในการดูข่าวมากที่สุดคือโทรศัพท์มือถือ 91% ตามด้วยคอมพิวเตอร์ 65% และแท็บเล็ต 56%
ในแง่ของความเชื่อถือที่มีให้สื่อไทย พบว่าในปีนี้คนทั่วไปให้ความเชื่อถือกับสื่ออยู่ที่ 54% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยประมาณ 3% จากปีก่อน โดยคนไทยยังคงมีความไว้วางใจอย่างมากต่อแบรนด์ข่าวกระแสหลักส่วนใหญ่
เมื่อสำรวจความเชื่อถือที่มีต่อสื่อต่างๆ เป็นรายชื่อ พบว่าแต่ละสื่อมีความน่าเชื่อถือดังนี้
- ช่อง 7 HD – 74%
- เวิร์คพอยท์ – 73%
- ไทยพีบีเอส – 72%
- พีพีทีวี ช่อง 36 – 70%
- ไทยรัฐ – 70%
- MCOT – 70%
- อมรินทร์ – 69%
- ครอบครัวข่าว 3 – 68%
- ข่าวสด – 67%
- มติชน – 67%
- บางกอกโพสต์ – 66%
- เดลินิวส์ – 65%
- เนชั่น – 62%
- ผู้จัดการ – 60%
- สื่อท้องถิ่น – 59%
โดยสื่อที่มีสัดส่วน Reach หรือการเข้าถึง คิดเป็นรายสัปดาห์ มากที่สุดคือในส่วนของออนไลน์ได้แก่ ไทยรัฐออนไลน์ (46%), ข่าวสดออนไลน์ (26%), ThaiPBS (25%), Workpoint Today (22%), PPTV (21%)
ส่วนของการเข้าถึงแบบออฟไลน์ ได้แก่ ช่อง 3 HD (37%), ไทยรัฐทีวี (30%), ช่อง 7 HD (29%), หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (27%), และเวิร์คพอยท์ (25%)





