ประเทศไทยกำลังวัดความจนผิดหรือไม่?

ข่าวเวิร์คพอยท์
ประเทศไทยกำลังวัดความจนผิดหรือไม่?

ประเทศไทยกำลังวัดความจนผิดหรือไม่? เมื่อข้อมูลของรัฐไม่ตรงกับชีวิตจริง

ภาพผู้สูงอายุ คนพิการ และประชาชนจากต่างอำเภอ ที่ต้องออกจากบ้านตั้งแต่เช้ามืด หอบปิ่นโตเดินทางหลายสิบกิโลเมตรไปนั่งรออุทธรณ์สิทธิ เพียงเพื่อยืนยันว่า "ซากรถที่ไม่มีแม้แต่ล้อ" หรือ "รถที่ถูกยึดไปแล้ว" ไม่ได้แปลว่าพวกเขาเป็นคนมีฐานะ คือภาพสะท้อนที่ชวนตั้งคำถามต่อระบบสวัสดิการของไทยอย่างยิ่ง

บางคนขายรถแบบโอนลอยไปนานแล้ว บางคนเหลือเพียงรถเก่าที่ใช้หาเลี้ยงชีพ ขณะที่บางคนไม่มีรถให้ขับมาหลายปี แต่ชื่อยังคงอยู่ในฐานข้อมูล

ทว่าในสายตาของระบบ ข้อมูลทั้งหมดอาจถูกลดทอนเหลือเพียงข้อความสั้น ๆ ว่า "ถือครองรถยนต์" และข้อมูลเพียงช่องเดียวนี้ ก็อาจเพียงพอที่จะกันคนคนหนึ่งออกจากสวัสดิการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงอาจไม่ใช่เพียง "ความผิดพลาดทางเทคนิค" หรือฐานข้อมูลที่ไม่เป็นปัจจุบัน หากแต่เป็นสัญญาณเตือนว่า วิธีที่รัฐใช้มองและนิยาม "ความยากจน" อาจกำลังตามชีวิตจริงของประชาชนไม่ทัน

จาก "ซากรถ" ถึง "การละทิ้งการศึกษา"

การเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงานเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ที่ไม่ได้เดือดร้อนจริงเข้ามารับสวัสดิการ เป็นแนวคิดที่เข้าใจได้ในเชิงการบริหารงบประมาณ รัฐมีหน้าที่ใช้เงินภาษีอย่างรอบคอบ และย่อมต้องพยายามคัดกรองผู้มีสิทธิให้แม่นยำที่สุด

แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การใช้ข้อมูล

ปัญหาอยู่ที่การเชื่อว่า ข้อมูลไม่กี่ช่องในทะเบียนราชการสามารถอธิบายชีวิตของคนทั้งชีวิตได้

กรณีรถยนต์คือภาพสะท้อนที่ชัดที่สุด

การมีชื่อเป็นเจ้าของรถ ไม่ได้หมายความว่ารถคันนั้นยังอยู่หน้าบ้านเสมอไป มันอาจกลายเป็นซาก ถูกขายแบบโอนลอย ถูกยึด หรือเป็นรถเก่าที่แทบไม่มีมูลค่า แต่ยังจำเป็นต่อการหาเลี้ยงชีพของครอบครัว

คนที่ยื่นขอทบทวนสิทธิประมาณ 2.9 ล้านคน พบว่ากว่า 40% ติดปัญหาเรื่องรถยนต์ ตัวเลขนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงว่ามีคนจำนวนมาก "ไม่ผ่านเกณฑ์" หากยังสะท้อนว่า เกณฑ์ดังกล่าวอาจไม่สามารถแยกแยะความหมายทางเศรษฐกิจของรถแต่ละคันได้ละเอียดเพียงพอ

รัฐอาจมีข้อมูลมากกว่าที่เคยมี แต่ยิ่งข้อมูลมาก เรากลับยิ่งเสี่ยงเชื่อว่า "ข้อมูลคือความจริงทั้งหมด" ทั้งที่ชีวิตมนุษย์ไม่เคยถูกอธิบายได้ด้วยข้อมูลเพียงไม่กี่ช่อง

นี่คือสิ่งที่หลายคนเรียกว่า มีข้อมูลมาก แต่เข้าใจบริบทน้อย(Data-rich, but context-poor )

ปัญหาเดียวกันยังลุกลามไปไกลกว่ากรณีรถยนต์ เมื่อเกิดความกังวลในหมู่นักเรียนและนักศึกษานอกระบบ ทั้งผู้เรียนในระบบส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และอาชีวศึกษานอกระบบ ว่าสถานะการศึกษาอาจทำให้ไม่ได้รับสิทธิสวัสดิการแห่งรัฐ

จนมีกระแสว่าบางคนคิดจะลาออกจากการเรียน

ท้ายที่สุดรัฐบาลต้องออกมายืนยันว่า การศึกษานอกระบบไม่ควรเป็นเหตุเพียงอย่างเดียวในการตัดสิทธิ แต่ต้องพิจารณาร่วมกับรายได้ ฐานะทางเศรษฐกิจ และองค์ประกอบอื่น ๆ

นี่คือสิ่งที่ในทางนโยบายเรียกว่าผลกระทบที่ไม่ได้ตั้งใจ

จากที่เป้าหมายคือการคัดกรองให้แม่นยำ แต่ผลลัพธ์กลับทำให้คนรายได้น้อยรู้สึกว่าต้องเลือกระหว่าง "เรียนต่อ" กับ "รักษาสิทธิ"

ทั้งที่การศึกษา ควรเป็นบันไดให้คนก้าวพ้นความยากจน ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้พวกเขาถูกกันออกจากระบบสวัสดิการ

เมื่อประชาชนต้องพิสูจน์ว่าตัวเองยังจน

การที่กระทรวงการคลังขยายเวลายื่นอุทธรณ์ออกไปถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในระยะสั้น แต่ภาพประชาชนจำนวนมากที่ต้องเดินทางไปพิสูจน์สิทธิ กลับสะท้อนปัญหาอีกชั้นหนึ่ง

นั่นคือ “ภาระในการพิสูจน์” (Burden of Proof)

เมื่อข้อมูลของรัฐคลาดเคลื่อน ประชาชนกลับต้องเป็นฝ่ายเสียเวลา เสียค่าเดินทาง เสียรายได้ และรวบรวมเอกสาร เพื่อพิสูจน์ว่าชีวิตจริงของตนไม่ตรงกับข้อมูลที่รัฐถืออยู่

ต้นทุนเหล่านี้อาจไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนที่มีรถส่วนตัว มีอินเทอร์เน็ต มีวันลางาน และเข้าใจระบบราชการ

แต่สำหรับผู้สูงอายุ คนพิการ แรงงานรายวัน หรือผู้ที่อยู่ห่างจากหน่วยงานรัฐหลายสิบกิโลเมตร ต้นทุนเหล่านี้อาจกลายเป็นอุปสรรคที่ทำให้สิทธิซึ่งควรเข้าถึง กลับเข้าถึงไม่ได้

ระบบสวัสดิการที่ดีจึงไม่ควรถามเพียงว่า

"ประชาชนมีสิทธิหรือไม่"

แต่ควรถามด้วยว่า

"ประชาชนสามารถเข้าถึงกระบวนการรักษาสิทธิได้จริงหรือไม่"

แล้วประเทศไทยควรวัดความจนแบบไหน?

คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า ควรใช้เกณฑ์รายได้หรือเกณฑ์ทรัพย์สิน

แต่คือ ประเทศไทยกำลังใช้ "เครื่องมือวัด" ที่เหมาะสมกับความเป็นจริงหรือไม่

การดูรายได้มีข้อดี เพราะเป็นตัวเลขที่ชัดเจน แต่ก็มีข้อจำกัดในประเทศที่แรงงานนอกระบบยังมีจำนวนมาก รายได้ของคนจำนวนไม่น้อยผันผวนไปตามฤดูกาล โอกาสในการทำงาน และภาวะเศรษฐกิจ

การดูทรัพย์สินช่วยป้องกันการปกปิดรายได้ แต่ก็ต้องแยกให้ออกระหว่าง ทรัพย์สินที่สร้างความมั่งคั่ง กับ ทรัพย์สินที่เป็นเพียงเครื่องมือยังชีพ

รถกระบะเก่าที่ใช้ขนผักไปขาย ย่อมไม่เหมือนรถคันที่สองของครอบครัวที่มีฐานะ

บ้านเก่าที่อยู่กันสามรุ่น ย่อมไม่เหมือนบ้านหลังที่ซื้อไว้เพื่อการลงทุน

การมีทรัพย์สิน จึงไม่ได้แปลว่า บุคคลนั้นมีความสามารถในการดำรงชีวิตอย่างมั่นคงเสมอไป

ความจน ไม่ใช่แค่มีเงินน้อย แต่คือมีโอกาสน้อย

แนวคิด “Capability Approach” ของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล “อมาตยา เซน” ช่วยขยายกรอบการมองความยากจนออกไปอีกขั้น

แทนที่จะถามว่า คนคนหนึ่งมีเงินหรือทรัพย์สินเท่าไร

เซนเสนอให้ถามว่า เขามี "ความสามารถและเสรีภาพ" ที่จะใช้ชีวิตอย่างที่มนุษย์ควรมีหรือไม่?

เขาเดินทางไปทำงานได้หรือไม่?

เข้าถึงการรักษาพยาบาลได้หรือไม่?

เรียนหนังสือและพัฒนาทักษะได้หรือไม่?

ดูแลครอบครัวได้หรือไม่?

ในมุมมองนี้ รถเก่าคันหนึ่งอาจไม่ใช่หลักฐานแห่งความมั่งคั่ง หากแต่เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เจ้าของยังสามารถออกไปหาเลี้ยงชีพได้

เช่นเดียวกับการเป็นนักเรียน กศน. ก็ไม่ได้หมายความว่าพ้นจากความยากจน หากแต่อาจสะท้อนว่าบุคคลนั้นกำลังพยายามสร้างโอกาสให้ตัวเองในอนาคต

<วัดความจนให้ครบทุกมิติ>

อีกแนวคิดที่น่าสนใจคือ ดัชนีความยากจนหลายมิติ (Multidimensional Poverty Index: MPI) ซึ่งพัฒนาโดย UNDP ร่วมกับ Oxford Poverty and Human Development Initiative (OPHI)

แนวคิดนี้ชวนให้มองว่า ความจนไม่ได้มีเพียงมิติของรายได้ แต่ยังรวมถึงสุขภาพ การศึกษา และมาตรฐานความเป็นอยู่

คนคนหนึ่งอาจไม่ได้จนตามเส้นรายได้ แต่ยังขาดแคลนการรักษาพยาบาล อยู่ในบ้านที่ไม่มั่นคง ไม่มีสาธารณูปโภคที่จำเป็น หรือเข้าไม่ถึงโอกาสทางการศึกษา

หากประเทศไทยนำหลักคิดลักษณะนี้มาปรับใช้ร่วมกับข้อมูลด้านรายได้ หนี้สิน ภาระในการดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ป่วยในครอบครัว การประเมินความยากจนก็จะสะท้อนชีวิตจริงได้มากกว่าการตัดสินจากข้อมูลเพียงด้านเดียว

คนพิการที่มีชื่อเป็นเจ้าของซากรถ หรือเด็กที่กำลังเรียน กศน. จึงจะไม่ถูกมองผ่านข้อมูลเพียงช่องเดียว แต่ถูกประเมินจากบริบทของชีวิตทั้งหมด

<สวัสดิการไม่ควรเริ่มต้นจากความระแวง>

แน่นอนว่า รัฐมีหน้าที่ป้องกันการสวมสิทธิ เพราะสวัสดิการใช้เงินภาษีของประชาชน

แต่หากความพยายามกัน "คนไม่จน" ออกจากระบบ กลับทำให้ "คนจนจริง" หลุดออกไปด้วย ความแม่นยำทางบัญชีก็อาจแลกมาด้วยความเสียหายที่สังคมต้องจ่ายแพงกว่าเดิม

ผู้ที่ถูกปฏิเสธ อาจไม่ใช่ตัวเลขในฐานข้อมูล

แต่อาจเป็นผู้สูงอายุที่ไม่มีเงินซื้อยา

คนพิการที่ไม่มีค่าเดินทาง

หรือครอบครัวที่ต้องลดมื้ออาหารเพื่อประคองชีวิตไปอีกวัน

สวัสดิการที่ดีจึงควรตั้งต้นจากความเข้าใจ มากกว่าความระแวง

<ถึงเวลาวัดชีวิต ไม่ใช่แค่ตรวจทะเบียน>

วิกฤตเกณฑ์รถยนต์ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ควรจบลงเพียงการเพิ่มข้อยกเว้นสำหรับรถเก่า รถโอนลอย หรือการปรับเงื่อนไขสำหรับนักเรียนนอกระบบ

เพราะหากเราแก้เพียง "รายละเอียดของเกณฑ์" แต่ไม่ทบทวน "วิธีคิด" วันหนึ่งปัญหาเดิมก็อาจกลับมาในรูปของบ้าน ที่ดิน เงินฝาก หรือข้อมูลอีกประเภทหนึ่ง

ประเทศไทยอาจมีฐานข้อมูลที่ทันสมัยขึ้นทุกปี เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานได้มากขึ้น และประมวลผลได้รวดเร็วกว่าเดิม

แต่เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ไม่ได้หมายความว่านโยบายจะเข้าใจมนุษย์มากขึ้นเสมอไป

เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่รัฐควรวัด ไม่ใช่เพียงว่าประชาชนมีอะไรอยู่ในทะเบียน

หากแต่คือ พวกเขายังมีโอกาส มีทางเลือก และมีศักยภาพที่จะใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีเหลืออยู่มากน้อยเพียงใด

"ซากรถ" จึงอาจไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง

แต่มันเป็นเพียงกระจกที่สะท้อนว่า ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องทบทวนวิธีนิยามคำว่า "คนจน" ใหม่ทั้งระบบก็เป็นได้

เรียบเรียงโดย

ธนรัชต์ คูสมบัติ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง