สหภาพยุโรปเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อสนับสนุนแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืนฯ

สหภาพยุโรปเปิดตัวโครงการใหม่เพื่อสนับสนุนแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืนสำหรับผู้พลัดถิ่นจากเมียนมาในประเทศไทย
(20เม.ย.69) สหภาพยุโรป (EU) ได้เปิดตัวโครงการใหม่ภายใต้ชื่อ “Supporting Thailand’s Transition to Self-Reliance & Inclusion: Preparing Myanmar Displaced Persons for Inclusive Future” โดยมีมูลค่าการสนับสนุนรวม 15 ล้านยูโร (ประมาณ 570 ล้านบาท)


ฯพณฯ ลุยซา ราเกอร์ เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (UNHCR) กลุ่มความร่วมมือของ International Rescue Committee และ Expertise France ได้ร่วมลงนามในความตกลงฉบับใหม่ เกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนผู้พลัดถิ่นจากเมียนมาในพื้นที่พักพิงชั่วคราว 9 แห่ง ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรี และราชบุรี รวมถึงแรงงานข้ามชาติที่อาศัยอยู่นอกพื้นที่พักพิงชั่วคราวในจังหวัดตาก เพื่อส่งเสริมการพึ่งพาตนเองและการผสมกลมกลืนในสังคมไทย
โครงการนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังพัฒนานโยบายเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ผู้พลัดถิ่นสามารถเข้าถึงการจ้างงานอย่างถูกกฎหมายและบริการของรัฐ โครงการจะสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวผ่านการเสริมสร้างระบบสาธารณสุข การพัฒนากลไกคุ้มครองเด็ก และการขยายโอกาสด้านอาชีพ พร้อมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างภาคมนุษยธรรมและหน่วยงานของรัฐไทย โดยมีส่วนช่วยในการเปลี่ยนผ่านจากความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ดำเนินมาเป็นเวลายาวนานไปสู่แนวทางที่ยั่งยืนและยึดโยงกับระบบในประเทศ
ฯพณฯ ลุยซา ราเกอร์ เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวว่า สหภาพยุโรปยังคงมุ่งมั่นในการสนับสนุนประเทศไทยในการพัฒนาแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืนและครอบคลุมสำหรับผู้พลัดถิ่นจากเมียนมา ในช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้ ความร่วมมือของเรามุ่งให้ผู้พลัดถิ่นไม่เพียงได้รับการคุ้มครอง แต่ยังสามารถพึ่งพาตนเองและมีส่วนร่วมในสังคมได้อย่างเต็มที่ เรากำลังร่วมกันสร้างเส้นทางสู่ศักดิ์ศรี ความเข้มแข็ง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน
ด้าน นางสาวพินท์สุดา ชัยนาม อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ประเทศไทยขอชื่นชมการตัดสินใจของสหภาพยุโรปในการเพิ่มงบประมาณสนับสนุนโครงการระหว่างปี พ.ศ. 2569 – 2571จาก 12 ล้านยูโรเป็น 15 ล้านยูโร การสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นนี้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งในช่วงที่เรากำลังเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาความช่วยเหลือไปสู่การพึ่งพาตนเองและการผสมกลมกลืนในสังคมของผู้พลัดถิ่นจากเมียนมา
ขณะที่ นางแทมมี ชาร์ป ผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า โครงการนี้เป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมการคุ้มครองและการมีส่วนร่วมของผู้พลัดถิ่นในประเทศไทย ผ่านการเสริมสร้างระบบคุ้มครองเด็กและการสนับสนุนการเข้าถึงบริการของรัฐและโอกาสในการจ้างงาน ซึ่งจะช่วยให้ผู้ลี้ภัยสามารถเปลี่ยนผ่านได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี พร้อมทั้งวางรากฐานสำหรับแนวทางแก้ไขในระยะยาว
ส่วนทางด้าน นายดาร์เรน เฮิร์ตซ์ ผู้อำนวยการประจำประเทศ International Rescue Committee กล่าวว่า โครงการนี้ ต้องการผลักดันให้ผู้พลัดถิ่นสามารถเข้าถึงบริการที่จำเป็นอย่างเท่าเทียม พร้อมทั้งพัฒนาทักษะและโอกาสที่จำเป็นสำหรับการพึ่งพาตนเอง การสนับสนุนด้านอาชีพและการผสมกลมกลืนในสังคมจะช่วยให้ครอบครัวสามารถปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ได้อย่างมั่นใจและเข้มแข็งยิ่งขึ้น”
ทั้งนี้ นายเอริก เฟลอเตอลอท์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค กลุ่มงานโรคระบาด กรมสุขภาพ Expertise France กล่าวว่า การเพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างแนวทางแก้ไขที่ยั่งยืนและครอบคลุม โครงการนี้จะช่วยเสริมสร้างระบบสาธารณสุขในพื้นที่ สนับสนุนบุคลากรด่านหน้า และขยายการเข้าถึงบริการสำหรับกลุ่มเปราะบาง
สำหรับโครงการประกอบด้วยโครงการความร่วมมือมูลค่า 10.5 ล้านยูโร นำโดย International Rescue Committee เพื่อสนับสนุนบริการที่จำเป็นและการเตรียมความพร้อมด้านการจ้างงานสำหรับผู้พลัดถิ่นใน 9 ศูนย์พื้นที่พักพิงชั่วคราว โดยมีพันธมิตร ได้แก่ Save the Children Thailand, COERR, Malteser International, ADRA และ Humanity and Inclusion โครงการมูลค่า 2 ล้านยูโร นำโดย Expertise France ร่วมกับ Borderland Health Foundation, Dreamlopments, แม่ตาวคลินิก และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) เพื่อปรับปรุงการเข้าถึงบริการสาธารณสุขในจังหวัดตาก
นอกจากนี้ยังมีโครงการมูลค่า 2.5 ล้านยูโร นำโดย สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างระบบคุ้มครองเด็กและสนับสนุนการบูรณาการผู้พลัดถิ่นเข้าสู่ระบบของประเทศ โครงการจะสนับสนุนทั้งผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติ โดยเพิ่มการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ การคุ้มครองเด็ก และบริการที่จำเป็น พร้อมทั้งขยายโอกาสด้านอาชีพให้สอดคล้องกับนโยบายของประเทศไทย โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก คนพิการ และผู้หญิงที่เผชิญความเสี่ยงสูง
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสถานการณ์ผู้ลี้ภัยยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีผู้พลัดถิ่นจากเมียนมากว่า 80,000 คนอาศัยอยู่ในพื้นที่พักพิงชั่วคราวตามแนวชายแดน นโยบายรัฐบาล รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยสามารถเข้าถึงการจ้างงานอย่างถูกกฎหมาย ถือเป็นก้าวสำคัญสู่แนวทางแก้ไขที่ยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นต้องมีการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างปลอดภัย เป็นระเบียบ และครอบคลุมสหภาพยุโรปเป็นพันธมิตรระยะยาวในการสนับสนุนผู้พลัดถิ่นและชุมชนเจ้าบ้านในประเทศไทย โดยทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐ องค์การสหประชาชาติ และภาคประชาสังคม
#ข่าวเวิร์คพอยท์23




