วัดพระบาทน้ำพุ ยังไม่ปิดศูนย์ดูแลผู้ป่วยเอดส์ ขอยื้อให้นานที่สุด
วัดพระบาทน้ำพุ ยังไม่ปิดศูนย์ดูแลผู้ป่วยเอดส์ ขอยื้อให้นานที่สุด เผยพบผู้ป่วยเครียดจนคิดสั้น
(3ส.ค.68) นพ.ปิยะเดช วลีพิทักษ์เดช นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลพบุรี ได้นำคณะกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี เดินทางไปยังวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี เพื่อเยี่ยมผู้ป่วยเอดส์ภายในตึกคนทำดีอวดผี ของวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งเป็นสถานที่ดูแลผู้ป่วยเอดส์ จำนวน 58 ราย เพื่อให้คำแนะนำในการยกระดับเป็นสถานประกอบการสุขภาพ ในการดูแลผู้ป่วยเอดส์ ให้ได้มาตรฐาน ตามมาตรฐานของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
ปัจจุบันสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี ได้เข้าไปดำเนินการปรับในส่วนของบ้านพักผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ได้สุขอนามัย มีอนามัยสิ่งแวดล้อมที่ดีแล้ว เข้าไปปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยโรคเอดส์ พร้อมทั้งแสงสว่าง และความสะอาดของห้องน้ำ ส้วม และการกำจัดขยะ การแยกขยะติดเชื้อ เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานในการดูแลผู้ป่วยเอดส์ ภายในวัดพระบาทน้ำพุ
ส่วนที่ว่าจะมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหรือปิดวัดพระบาทน้ำพุหรือไม่นั้น นพ.ปิยะเดช ยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยออกจากวัดพระบาทน้ำพุ ทั้งในส่วนของสถานชีวาภิบาล และในตึกผู้ป่วยเอดส์ ในตึกคนทำดีอวดผี ซึ่งต้องรอให้ทางวัดประกาศอย่างเป็นทางการก่อนว่าไม่สามารถดูแลผู้ป่วยได้แล้ว ทางสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะรับช่วยในการดูแลต่อในส่วนนี้
ด้าน พระครูสุวัฒน์ กิตติสาร รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี เปิดเผยว่า ในขณะนี้ภายในวัดยังต้องรับภาระหลาย ๆ สิ่ง หลาย ๆ อย่างอยู่ เงินที่จะต้องใช้จ่ายของวัดก็เหลือน้อย จะยังไม่สามารถรับภาระ คือรับผู้ป่วยมาเพิ่มอีกก็จะเพิ่มภาระขึ้นอีก ผู้ป่วยที่มีอยู่ยังจะลำบากอยู่
พระครูสุวัฒน์ บอกอีกว่า ได้มีการพูดคุยกับผู้ป่วยที่แข็งแรงอยู่ว่าหากมีที่ดีตรงไหนหรือจะมีงานที่ไหนทำแล้วมีรายได้ ก็แยกกันไปทำกันก่อน เพื่อช่วยเหลือทางวัดในขณะนี้ ซึ่งทางวัดก็ยังจะได้หาวิธีช่วยเหลือผู้ป่วยที่แข็งแรง หรือหาอาชีพให้ผู้ป่วยทำอยู่
ขณะที่ นายสมพร โสมะเค็ง รักษาการไวยาวัจกรวัดพระบาทน้ำพุ เปิดเผยว่า ในส่วนของผู้ป่วยในวัดพระบาทน้ำพุ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ โดยแบ่งออกตามสภาพอาการ กลุ่มที่ 1 คือ ผู้ป่วยที่นอนติดเตียง และอีกกลุ่มคือผู้ที่ช่วยเหลือตัวเองได้ ซึ่งสาธารณสุขจังหวัดลพบุรี ได้เข้ามาดูสภาพความเป็นอยู่และความพร้อมในด้านต่าง ๆ ของผู้ป่วยแล้ว
"หลักๆ คือ ผู้ป่วยที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และมีความจำเป็นที่ต้องอยู่ที่วัดต่อ ได้กำหนดแนวทางในการแก้ปัญหา โดยการสร้างอาชีพให้ โดยยังไม่ได้ปิด หรือ ให้ย้ายออกไปเลยในทันที ต้องใช้เวลาให้ผู้ป่วยมีความมั่นคงทางจิตใจก่อน เนื่องจากสภาพจิตใจของผู้ป่วยขณะนี้ ได้รับผลกระทบจากกระแสข่าวที่เกิดขึ้น ยังคงมีความกดดัน มีความวิตกกังวล จนบางคน ถึงกับคิดจะฆ่าตัวตาย" นายสมพร กล่าว
ส่วนกรณีค่าใช้จ่ายของวัดที่เหลืออยู่เพียงล้านกว่าบาท และสามารถใช้จ่ายได้เพียง 1 เดือนนั้น ทาง นายสมพร บอกว่า ทางวัดจะพยายามยื้อให้ได้นานที่สุด เท่าที่จะนานได้ เพื่อให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีความมั่นคง ทางอารมณ์ก่อน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีแนวทางที่จะปิดตัวลง จะต้องดูในเรื่องความรู้สึกของผู้ป่วยเป็นหลักก่อน เนื่องจากผู้ป่วยบางรายอยู่กับวัดมา 10 - 20 ปี
ข่าวเวิร์คพอยท์23




