ช้างป่าบุกพังบ้านหากินข้าวเปลือก ชาวบ้านวอนแก้ไข เผยปีนี้มีคนโดนทำร้ายตายแล้ว 4

ช้างทะลักออกจากป่าบุกพังบ้านเรือนหากินข้าวเปลือก หวั่นช้างป่ารุกคืบ วอนหน่วยงานเร่งแก้ไขปัญหา เผยปีนี้มีคนโดนช้างทำร้ายเสียชีวิตแล้ว 4 ราย
เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านหนองเสม็ด ต.ลำนางรอง อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ว่าถูกช้างป่าบุกมาพังบ้านจนได้รับความเสียหาย และอยากจะสื่อไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาช่วยแก้ไขปัญหา
ตรวจสอบพบ เป็นบ้านปูนชั้นเดียวเลขที่ 182/20 ม.3 บ้านหนองเสม็ด อยู่ห่างจากด่านตรวจยาเสพติดหนองเสม็ด ประมาณ 100 เมตรซึ่งเป็นบ้านของผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และเป็นอาสาผลักดันช้างป่าประจำหมู่บ้าน สภาพบ้านถูกพังมาจากหลังบ้าน กำแพงพังได้รับความเสียหาย หน้าต่างกระจกอลูมิเนียมพังหลุดออกมา มีข้าวเปลือกหล่นเกลื่อนทั่วบริเวณนอกบ้าน ประมาณ 2 กระสอบ
สอบถามนางลำชวน จินพละ อายุ 56 ปี ภรรยาเจ้าของบ้าน เล่าว่า ช่วงเกิดเหตุเวลาประมาณ 03.00 น.ซึ่งตอนนั้นสามีไม่อยู่บ้านไปผลักดันช้าง ระหว่างที่กำลังนอนหลับอยู่นั้น ได้ยินเสียดังอยู่หลังบ้าน ส่วนตัวคิดเลยว่าน่าจะเป็นช้างป่า ยอมรับว่าตกใจพยายามจะเปิดมุ้งออก แต่หาซิบมุ้งไม่เจอ พอออกจากมุ้งมาได้ ก็เผชิญหน้ากับช้างห่างกันไม่ถึงเมตร ตนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ขาสั่น พอตั้งสติได้จึงโทรศัพท์หาสามีให้มาช่วย

ด้านนายเฮือง จินพละ อายุ 58 ปี เจ้าของบ้านที่ถูกช้างบุกบ้าน เล่าว่า ตนมีหน้าที่ผลักดันช้างป่า โดยช้างตัวนี้ชื่อ "เจ้ารถถัง" มีสัญลักษณ์คือหางด้วน เป็นช้างเพศผู้ อายุประมาณ 9 ปี ปกติเจ้ารถถังจะเข้ามากินมันสำปะหลังของชาบ้าน และผลผลิตอื่น ชุดผลักดัน ได้ผลักออกไปเป็นระยะ จริงๆแล้วได้ผลักดันเจ้ารถถังออกไปแล้ว แต่คาดว่า น่าจะหลบซ่อนอยู่ใกล้หมู่บ้าน แล้วแอบมาด้านหลังบ้าน
หลังภรรยาโทรแจ้งได้รีบมาที่บ้าน พบว่า เจ้ารถถังยังกินข้าวเปลือกที่ใส่กระสอบเก็บไว้หลังบ้าน กินต่อหน้าตนเองประมาณ 1 กระสอบ และพยายามจะดึงออกไปอีก ตนจึงผลักดันออกไป
นายเฮือง กล่าวด้วยว่า ตอนนี้ช้างป่าบุกเข้าในหมู่บ้านแทบทุกวัน เพราะช้างเริ่มล้นป่า หน้าแล้งทุกปีจะออกมาหากินตามหมู่บ้าน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ช้างบุกเข้าทำลายบ้านเรือนชาวบ้าน จึงอยากจะให้หน่วยงานรัฐเข้ามาแก้ไขช้างป่าอย่างเป็นรูปธรรม เพราะที่ผ่านมา ชาวบ้านเผชิญกับช้างป่าเป็นประจำ เกรงว่าชาวบ้านจะได้รับอันตราย โดยตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมามีชาวบ้านถูกช้างป่าทำร้าย เสียชีวิตแล้วถึง 4 คน ในอนาคตอาจจะมากกว่านี้ หากไม่มีการแก้ไข






