รู้จัก ‘Pride Month’ ทำไมต้องเดือนมิถุนายน

เปิดประวัติ ‘Pride Month’ เดือนแห่งการเฉลิมฉลองความภาคภูมิใจของกลุ่ม LGBTQIAN+ ทำไมต้องเป็นเดือนมิถุนายน และการต่อสู้ที่โรยด้วยคราบเลือดและหยาดน้ำตา
เดือนมิถุนายน นอกจากจะเป็นเดือนที่ 6 ของปี ในทางสากลเดือนนี้ยัง เป็นเดือนแห่งการรณรงค์ และเฉลิมฉลองของ เหล่าผู้มีความหลากหลายทางเพศ LGBTQIAN+ ที่รู้จักกันในนามของ “เดือนไพรด์” หรือ Pride Month อีกด้วย
Pride แปลว่าความภาคภูมิใจ เวลาพูดถึง “ไพรด์” คนก็มักจะนึกถึงขบวนพาเหรดสีสันสดใส เต็มไปด้วยความสนุกสนาน และการแสดงออกถึงตัวตนและอัตลักษณ์ทางเพศของแต่ละคนอย่างเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนเป็น แต่ความจริงแล้วทั้งไพรด์พาเหรดและเดือนไพรด์ ต่างก็ก่อร่างสร้างตัวมาบนคราบเลือดและหยาดน้ำตาของผู้คนที่ถูกตีตราว่า “ผิดปกติ” เพียงเพราะว่าเขาเหล่านั้นแตกต่าง

“ความแตกต่าง” ที่ถูกกีดกันและเหยียบย่ำ
หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่องเล่าถึงเด็กหนุ่มรับใช้ที่เป็นทั้งสหายสนิทและเป็นคู่รักคู่นอนของเหล่าชายชั้นสูงในยุคกรีก-โรมัน หรือเรื่องของระบบ “วากะชูโด” หรือวิถีของเด็กหนุ่ม ที่ซามูไรรุ่นเดอะจะมีเด็กหนุ่มไว้รับใช้ข้างกายเพื่อที่จะเรียนรู้สรรพวิชาในการสู้รบและเป็นคู่นอนยามต้องการ หรือถ้าหากใครเป็นคอ “นิยายวาย” ก็อาจจะรู้จักสำนวน “ตัดแขนเสื้อ” ที่มาจากตำนานเรื่องการรักชอบเพศเดียวกันของจักรพรรดิ์ “ฮั่นอายตี้” ที่รักชายหนุ่มนาม “ต่งเสียน” จนยามตัดแขนเสื้อตัวเองที่ชายคนรักนอนหนุนทับอยู่ เพื่อออกไปว่าราชการ ฯลฯ
ถึงแม้ว่าในประวัติศาสตร์จะมีเรื่องราวเหล่านี้อยู่ แต่สถานะของการเป็นคนรักเพศเดียวกันกลับไม่ใช่สถานะที่ถูกยอมรับอย่างเท่าเทียมกัน(ยกเว้นในบางช่วงเวลาของอาณาจักรโรมัน) โดยเฉพาะเมื่อการเข้ามาของศาสนาในตระกูลยูดาย ทั้ง ฮิบรู คริสต์ และอิสลาม ที่ระบุว่าการมีเพศสัมพันธ์ระหว่างเพศเดียวกันเป็นบาป
กฎหมายที่เรียกว่า Sodomy Law จำนวนมากทั้งในอดีตมาจนถึงโลกในยุคสมัยใหม่ ที่ถูกตราขึ้นเพื่อลงโทษบุคคลรักเพศเดียวกัน ทั้งการอ้างอิงถึงความผิดบาปตามคัมภีร์ศาสนา และการนิยามว่าเป็นความป่วยไข้ที่ต้องรักษา หลังจากโลกเกิดการปฏิวัติความรู้ทางวิทยาศาสตร์
ในประเทศอังกฤษ ยุคสมัยที่ยังคงเป็นเจ้าอาณานิคม อังกฤษมีการประกาศใช้กฎหมาย Sodomy Law ที่กำหนดให้การรักเพศเดียวกันเป็นความผิดทางอาญา 1 ในคนที่มีชื่อเสียงที่ถูกลงโทษด้วยกฎหมายดังกล่าวคือ “อลัน ทัวริ่ง” นักคณิตศาสตร์และนักรหัสวิทยา ฮีโร่ที่สามารถถอดรหัสลับของกองทัพเยอรมัน จนช่วยให้สงครามโลกครั้งที่ 2 จบเร็วขึ้นกว่าที่คาดไว้ และเป็นคนออกแบบเครื่องต้นฉบับของสิ่งที่ต่อมาถูกพัฒนาให้เป็นคอมพิวเตอร์ แต่ชีวิตของฮีโร่กลับมาจุดจบที่น่าเศร้า เมื่อเขาถูกพบว่ามีคนรักเป็นชาย นำไปสู่การบังคับให้เข้ารับการบำบัดรักษาด้วยเคมี และฉีดยาให้เป็นหมัน ก่อนที่เขาจะจบชีวิตลงอย่างเป็นปริศนาหลังเข้ากระบวนการดังกล่าวได้ 2 ปี

และเพราะว่าเป็นเจ้าอาณานิคม กฎหมายเอาผิดบุคคลรักเพศเดียวกันจึงถูกส่งต่อไปให้กับประเทศในอาณานิคมของตนเอง และประเทศอื่นๆ ที่อยากที่จะ “ทันสมัย” ตามมหาอำนาจโลก รวมถึงประเทศไทย ที่เคยมีการตรากฎหมายลงโทษปรับและจำคุกคนรักเพศเดียวกันเมื่อปี พ.ศ.2488 และถูกยกเลิกไปในปี พ.ศ.2499 สมัยของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม
จากการสำรวจของ Equaldex พบว่าในปี พ.ศ.2564 ในโลกนี้ยังมีอีก 71 ประเทศที่ยังมีกฎหมายเอาผิดดังกล่าวอยู่(โดยในจำนวนนี้ประมาณครึ่งหนึ่งเป็นกฎหมายที่ตกทอดมาจากสมัยที่เป็นอาณานิคม) ขณะที่มี 150 ประเทศที่ไม่มีกฎหมายนี้แล้ว และมีเพียง 31 ประเทศบนโลก ที่ไม่เคยมีกฎหมายที่บัญญัติขึ้นเพื่อเอาผิดคนรักเพศเดียวกันเลย
การลุกขึ้นสู้ที่สโตนวอลล์
สหรัฐอเมริกา ก็เป็นอีกประเทศที่มีการรับเอากฎหมาย Sodomy Law จากอังกฤษมาใช้ เป็นมรดกที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นอาณานิคมอยู่และดำเนินมาเรื่อยๆ จนถึงหลังการประกาศเอกราชในปี ค.ศ.1776
สถานการณ์ของคนรักเพศเดียวกันในอเมริกานั้นย่ำแย่มาตลอดเพราะการบังคับใช้กฎหมายเอาผิดอย่างเข้มข้น จนกระทั่งถึงยุคสงครามเย็น ช่วงทศวรรษที่ 1950 คนรักเพศเดียวกันก็ถูกเพ่งเล็งว่าอาจจะเป็นสายลับให้กับฝั่งโซเวียต เพราะมีจุดอ่อนอย่างเรื่องความลับของการเป็นคนรักเพศเดียวกัน ที่ทางโซเวียตจะนำมาใช้ข่มขู่ให้ยอมทำตามได้
และในปี ค.ศ. 1952 สมาคมจิตแพทย์สหรัฐฯ ออกมาประกาศว่าการรักหรือมีความสัมพันธ์กับเพศเดียวกันเป็นความผิดปกติทางจิต ในปีถัดมาประธานาธิบดีดไวท์ ไอเซนฮาวร์ ได้ออกคำสั่งให้ไล่เจ้าหน้าที่รัฐที่เป็นบุคคลรักเพศเดียวกันออกทั้งหมด ทำให้มีคนตกงานเป็นจำนวนหลายพันคนโดยที่ไม่มีความผิดใดเลย และมีการสั่งให้ตำรวจคอยสอดส่องประชาชนที่เป็นหรือมีแนวโน้มว่าเป็นคนรักเพศเดียวกันด้วย
แต่ในขณะเดียวกันกับที่ถูกกดดันอย่างหนักจากภาครัฐ ในช่วงทศวรรษที่ 1950-1960 แนวคิดเรื่องสิทธิพลเมืองกำลังผลิบานในสหรัฐอเมริกา นำมาโดยขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของกลุ่มคนดำที่ก็ถูกเลือกปฏิบัติและกีดกันจากกฎหมายเช่นเดียวกัน

กลุ่มคนรักเพศเดียวกันเริ่มการรวมกลุ่มกันรณรงค์เพื่อลดอคติและการตีตราจากสังคม ให้เห็นว่าคนรักเพศเดียวกันก็ไม่มีสิ่งได้แตกต่างจากคนรักต่างเพศ มีการณรงค์ให้ใช้คำว่า Homophile(รักเพศเดียวกัน) แทนคำว่า Homosexual(รักร่วมเพศ) เพื่อลดการตีตราว่าคนรักเพศเดียวกันเป็นพวกที่หมกมุ่นในเรื่องของการมีเพศสัมพันธ์ มีการเปิดนิตยสารเพื่อเป็นปากเสียงกับคนรักเพศเดียวกันในสหรัฐอเมริกา ฯลฯ
การต่อสู้ปะทะกันทางความคิดเกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ฝ่ายคนรักเพศเดียวกันได้รับชัยชนะจากการยกเลิกกฎหมายที่มีการเลือกปฏิบัติในหลายพื้นที่ แต่เมื่อดำเนินมาถึงปี ค.ศ.1969 ก็เกิดเหตุการณ์ที่เป็นหมุดหมายสำคัญหนึ่งในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนรักเพศเดียวกัน นั่นคือ “เหตุจลาจลที่สโตนวอลล์”
“สโตนวอลล์ อินน์” เป็นชื่อของบาร์เกย์แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในแมนฮัตตัน นครนิวยอร์ก ในสมัยนั้นบาร์เกย์ทุกแห่งต้องลักลอบเปิดอย่างผิดกฎหมาย เพราะเมื่อรู้ว่าเป็นบาร์เกยเจ้าหน้าที่ก็จะไม่ออกใบอนุญาตขายสุราให้
ในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 28 มิ.ย. ค.ศ.1969 เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าตรวจค้นบาร์สโตนวอลล์อินน์ ลูกค้าที่เข้าไปเที่ยวสังสรรค์กันรู้สึกไม่พอใจที่ตนถูกปฏิบัติเช่นนี้ ก็มีการต่อสู้ขัดขืนการจับกุม ก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเริ่มใช้ความรุนแรง โดยใช้กระบองทุบตีและใส่กุญแจมือ
เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดความไม่พอใจของชุมชนเกย์และเลสเบียนในพื้นที่ ทำให้เกิดการลุกฮือขึ้นต่อต้านการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เกิดเป็นการจลาจลที่ยาวนานถึง 5 วัน เป็นข่าวใหญ่ระดับประเทศ และจุดไฟแห่งการต่อสู้ในชุมชน LGBT หลายแห่ง
หลังเหตุจลาจลที่สโตนวอลล์ เกิดการปรับขบวนในการรณรงค์ต่อสู้ของผู้มีความหลากหลายทางเพศ มีการตั้งองค์กรที่ชื่อว่า Gay Liberation Front ขึ้นมา ทำงานรณรงค์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการยอมรับกลุ่มคนรักเพศเดียวกัน รักสองเพศ และคนข้ามเพศ(LGBT) รวมถึงการจัดพาเหรดเพื่อรณรงค์และรำลึกถึงเหตุการณ์ที่สโตนวอลล์อินน์ จนเป็นที่มาของการจัดพาเหรดไพรด์ และเป็นที่มาของเดือนไพรด์นั่นเอง
1 ในปฏิบัติการของกลุ่มที่เป็นจุดพลิกสำคัญอีกจุดหนึ่งของการต่อสู้ คือการบุกเข้าไปในห้องประชุมที่จัดประชุมวิชาการของสมาคมจิตแพทย์ของสหรัฐฯ เมื่อปี ค.ศ.1970 ระหว่างที่บรรดาจิตแพทย์กำลังคุยกันเรื่องการ “ช็อกไฟฟ้า” เพื่อรักษาโรครักเพศเดียวกัน การกดดันที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายนำมาซึ่งชัยชนะในปี ค.ศ.1987 ที่สมาคมฯ ยอมรับว่าการรักเพศเดียวกันไม่ใช่โรค ไม่ใช่อาการป่วย ไม่ใช่ภาวะเบี่ยงเบน แต่เป็นความปกติอย่างหนึ่ง ไม่ต่างกับการรักต่างเพศ
การต่อสู้เรื่องสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศไม่ได้จบลงที่เหตุสโตนวอลล์หรือการเกิดขึ้นของ Gay Liberation Front แต่พวกเขายังคงต้องต่อสู้กับอีกหลายอุปสรรคในหลายปีให้หลัง ก่อนที่สถานการณ์ของกลุ่มจะเริ่มดีขึ้นพร้อมๆ กับการมาของศตวรรษที่ 21(นับตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 เป็นต้นไป)

“ไพรด์สะพรั่ง” การต่อสู้ หรือ สินค้า?
นับตั้งแต่การเดินขบวนครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ค.ศ.1970 ที่ชิคาโก สหรัฐอเมริกา กระแสการต่อสู้เพื่อสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศก็กระจายออกไปในหลายประเทศทั่วโลก จนปัจจุบันมีการจัดพาเหรดไพรด์ใน 82 ประเทศทั่วโลก ในจำนวนนี้มีเพียง 34 ประเทศ ที่ต่อสู้จนมีกฎหมายสมรสเท่าเทียมที่รับรองสิทธิของคู่รักเพศเดียวกันให้มีสถานะเท่าเทียมกับคู่รักต่างเพศ
สำหรับประเทศไทย เริ่มมีการเดินขบวนไพรด์ครั้งแรกในปี พ.ศ.2542 โดยจัดที่ ถ.สีลม แลนด์มาร์คสถานบันเทิงของกลุ่มชายรักชายในยุคนั้น ภายใต้ชื่อ Bangkok Gay Festival 1999 โดยตัวขบวนมุ่งเน้นเรื่องของการสร้างการรับรู้ การตระหนักรู้ และการรณรงค์เรื่องของเชื้อเอชไอวีและโรคเอดส์ ที่เป็นประเด็นสำคัญของสมัยนั้น
ก่อนที่จะมีการจัดตามมาอีกหลายปี นอกจากที่ กทม.แล้ว เมื่อปี พ.ศ.2552 ก็เคยมีการจัดขบวนไพรด์พาเหรดที่ จ.เชียงใหม่ แต่ด้วยบริบทสังคมในขณะนั้นทำให้เกิดการชุมนุมต่อต้านโดยกลุ่มอนุรักษ์นิยมในจังหวัด ทั้งที่เป็นกลุ่มการเมืองอย่างกลุ่มฮักเชียงใหม่ 51 ที่เป็นกลุ่มเสือแดงเชียงใหม่ หรือกลุ่มองค์กรที่ทำงานเรื่องเพศในแนวทางอนุรักษ์นิยม อย่างกลุ่มเกย์การเมือง กลุ่มบ้านสีม่วง กลุ่มเชียงใหม่อารยะ ออกมาต่อต้านการจัดพาเหรดในครั้งนี้ อ้างว่าเป็นการลายวัฒนธรรมล้านนาอันดีงาม เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชน การกระทบกระทั่งเริ่มรุนแรงขึ้น
จนในวันที่จัดงาน คือ วันที่ 21 ก.พ. 2552 ก่อนที่จะเริ่มเดินขบวนในช่วงเย็น ก็มีมวลชนของกลุ่มฮักเชียงใหม่ 51 มาล้อมบริเวณจุดปล่อยขบวน มีด่าทอและขว้างปาสิ่งของใส่ขบวนจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจที่มาควบคุมสถานการณ์ก็ไม่เข้าห้ามปรามกลุ่มฮักเชียงใหม่51 แต่บอกให้ขบวนพาเหรดยกเลิกงานตามคำสั่งของฮักเชียงใหม่51
สุดท้ายหลังยืดเยื้อนาน 4 ชั่วโมง ผู้จัดงานก็ตัดสินใจยุติงาน และขอโทษผู้เข้าร่วมทุกคน เหตุการณ์ดังกล่าวต่อมามีชื่อเรียกว่าเหตุการณ์ “เสาร์ซาวเอ็ด”(ภาษาเหนือ แปลว่าวันเสาร์ที่ 21) และภายหลังมีการกำหนดวันที่ 21 ก.พ. เป็น วันยุติความรุนแรงต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์นี้
เมื่อสิทธิความหลากหลายทางเพศ กลายมาเป็นเทรนด์หลักของโลกปัจจุบัน ทำให้กลุ่มธุรกิจหลายองค์กร ที่ไม่เคยมีข่าวเรื่องการสนับสนุนสิทธิความหลากหลายทางเพศ พยายามเข้ามามีส่วนร่วมด้วยด้วยเหตุผลของการตลาด หรือที่เรียกว่าการ “ฟอกรุ้ง”(Rainbow Wash) นำมาซึ่งการโต้เถียงถึงความเหมาะสม
การจัดขบวนพาเหรดในหลายประเทศ รวมถึงในประเทศไทย เจอกับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการรับสปอนเซอร์ในการจัดงานจากกลุ่มทุนมามาก จนความเป็น “ธุรกิจ” กลบประเด็นสำคัญของการเดินขบวนเพื่อเรียกร้องสิทธิและรำลึกถึงการเลือกปฏิบัติในอดีต
ในขณะที่บางส่วนก็มองว่าการดึงเอาภาคธุรกิจเข้ามาร่วมนั้นเป็นเรื่องที่ที่จะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในองค์กรนั้นๆ ได้ปรับเปลี่ยนนโยบายภายในองค์กรเพื่อความเปิดกว้างกับลูกจ้างในองค์กรที่เป็นผู้มีความหลากหลายทางเพศมากขึ้น
ประเด็นการฟอกรุ้งและการคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณเดิมของการรณรงค์ ก็คงเป็นประเด็นที่ท้าทาย ทั้งผู้จัดงานไพรด์พาเหรดในแต่ละประเทศ และผู้คนในชุมชนของผู้มีความหลากหลายทางเพศ จะต้องพูดคุยเพื่อหาทางออกที่ลงตัวระหว่างกันต่อไป
ที่มา:
- https://www.bbc.com/thai/international-49007726
- https://en.wikipedia.org/wiki/Sodomy_law
- https://rocketmedialab.co/lgbtq-law/
- https://so05.tci-thaijo.org/index.php/saujournalssh/article/view/252482
- https://en.wikipedia.org/wiki/Stonewall_riots
- https://rocketmedialab.co/pride-parade/
- https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%8B%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B9%87%E0%B8%94




