รู้จัก “อะฟลาท็อกซิน” สารก่อมะเร็งร้ายใกล้ตัว

ทำความรู้จัก “อะฟลาท็อกซิน(Aflatoxin)” สารพิษตัวร้ายที่แฝงมากับอาหารแห้งที่จัดเก็บไม่ดี หากบริโภคสะสมมากเข้าอาจก่อให้เกิดมะเร็งตับ
อะฟลาท็อกซิน(Aflatoxin) เป็นสารพิษชนิดหนึ่งที่เชื้อรากลุ่มแอสเปอร์จิลลัส ฟลาวัส(Aspergillus flavus) และแอสเปอร์จิลลัส พาราซิติกัส(Aspergillus parasiticus) ผลิตขึ้น เชื้อรากลุ่มดังกล่าวเจริญในดิน พืชพรรณที่ย่อยสลาย ฟางและเมล็ดพืช โดยที่ตัวสารอะฟลาท็อกซินนั้นมีคุณสมบัติละลายได้ในน้ำ แอลกอฮอล์ และละลายได้ดีในตัวทำละลายอินทรีย์ เช่น คลอโรฟอร์ม เบนซิน และอะซิโตน และที่สำคัญคือ อะฟลาท็อกซินทนความร้อนสูงถึง 260 องศาเซลเซียส(จุดเดือดของน้ำอยู่ที่ 100 องศาเซลเซียส) แต่ในขณะเดียวกันมันจะเสื่อมสลายได้ภายใต้แสงอัลตร้าไวโอเล็ต แสงอาทิตย์ และรังสีแกมม่า

การปนเปื้อนของเชื้ออะฟลาท็อกซินมักพบในอาหารและผลผลิตทางการเกษตร เช่น มันสำปะหลัง พริกไทย ข้าวโพด เมล็ดฝ้าย ข้าวเดือย ถั่วลิสง ข้าวฟ่าง เมล็ดดอกทานตะวัน ผลเปลือกแข็งเมล็ดเดียว ข้าวสาลี และเครื่องเทศหลายชนิด รวมถึงอาหารแห้งจำพวก กุ้งแห้ง ปลาแห้ง กะปิ พริกแห้ง พริกไทย พริกป่น งา หัวหอม กระเทียม เนื้อมะพร้าวแห้ง ฯลฯ

เมื่ออาหารแห้งเหล่านี้ถูกเก็บรักษาไม่ดี เก็บรักษาในที่ที่อับชื้น เป็นเวลานาน ก็จะทำให้เกิดเชื้อราขึ้น และก็จะถูกปนเปื้อนด้วยสารอะฟลาท็อกซินในที่สุด เมื่อคนหรือสัตว์กินอาหารที่มีการปนเปื้อนเข้าไป ก็จะเกิดการสะสมในร่างกาย นำไปสู่โรคภัยต่างๆ
พิษของอะฟลาท็อกซินต่อร่างกายของมนุษย์ มีทั้งที่ส่งผลอย่างเฉียบพลัน และแบบที่ส่งผลเรื้อรัง พิษเฉียบพลันมักเกิดในเด็กได้มากกว่าผู้ใหญ่ หากเด็กได้รับสารพิษเข้าไปอาจทำให้มีอาการชักและหมดสติ มีความผิดปกติของตับและสมอง น้ำตาลในเลือดลดลง สมองบวม มีการคั่งของไขมันในอวัยวะภายใน
ขณะที่ผู้ใหญ่เมื่อบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนสารอะฟลาท็อกซินเข้าไปสะสมในร่างกาย ทำให้เกิดการอักเสบของตับเรื้อรัง เกิดภาวะตับแข็ง ก่อเกิดมะเร็งตับ และอาจมีผลต่อระบบไต หัวใจ

องค์การอนามัยโลก(WHO)กำหนดให้สารอะฟลาท็อกซินเป็นสารก่อมะเร็งที่ร้ายแรงมากชนิดหนึ่ง โดยปริมาณเพียง 1 ไมโครกรัมสามารถทำให้เกิดการกลายพันธุ์ในแบคทีเรียและทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลองได้ หากได้รับอย่างต่อเนื่อง
4 วิธีป้องกันความเสี่ยงจากอะฟลาท็อกซิน
- เลือกซื้ออาหารหรือวัตถุดิบแห้งที่อยู่ในสภาพใหม่ บรรจุภัณฑ์ที่ได้มาตรฐาน ไม่มีเชื้อรา สะอาด ไม่มีกลิ่นอับ ส่งกลิ่นเหม็น หรือชื้น
- ไม่เก็บอาหารแห้งเหล่านั้นไว้เป็นเวลานาน เพราะจะทำให้เกิดการสะสมของเชื้อราได้
- นำอาหารแห้งเหล่านั้นไปตากแดดจัดๆ เพราะความร้อนจากแดดจะทำให้ความชื้นลดลง
- ถ้าพบอาหารที่มีเชื้อราขึ้นให้ทิ้งทั้งหมด อย่าตัดทิ้งเฉพาะส่วนที่เห็นว่ามีรา
ที่มา:
https://fic.nfi.or.th/foodsafety/upload/damage/pdf/aflatoxin-2.pdf
https://today.line.me/th/v2/article/yW2yGG
https://foodsafety.moph.go.th/_WEBADMIN2/uploads/n_file/742wo4b86co4cwoosk.pdf




