สิทธิประกันตัวถูกกำหนดในกฎหมายหลายฉบับ แต่ไม่ได้นำมาใช้พิจารณา

AdminNews
สิทธิประกันตัวถูกกำหนดในกฎหมายหลายฉบับ แต่ไม่ได้นำมาใช้พิจารณา

“นิติสงคราม หยุด!! ด้วยหลักนิติธรรม และนิรโทษกรรม”

รายงานพิเศษ : อานนท์ ทนายความเปื้อนฝุ่น 'นักสู้ 2 สถานะ'

รายงานพิเศษ : 'สิทธิประกันตัวไม่ทั่วถึง' เมื่อประชาชนธรรมดากลายเป็นผู้ต้องหาคดี ม.112

จากบทความในตอนที่แล้วเล่าเรื่องราวของ อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชน และประชาชนธรรมดาที่ถูกคดีมาตรา 112 จากการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า หากพิจารณาตามรัฐธรรมนูญไทย ประชาชนย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และในกฎหมายรองจากรัฐธรรมนูญหลายฉบับได้กำหนดเรื่องสิทธิการประกันตัว เช่นกัน 

สิทธิประกันตัวถูกกำหนดในกฎหมายหลายฉบับ แต่ไม่ได้นำมาใช้พิจารณา 

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ในมาตรา 29 วรรค2 กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า

“บุคคลไม่ต้องรับโทษอาญา เว้นแต่ได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นจะหนักกว่าโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลาที่กระทำความผิดมิได้ ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้ การควบคุมหรือคุมขังผู้ต้องหาหรือจำเลยให้กระทำได้เพียงเท่าที่จำเป็น เพื่อป้องกันมิให้มีการหลบหนี ในคดีอาญา จะบังคับให้บุคคลให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองมิได้ คำขอประกันผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาต้องได้รับการพิจารณาและจะเรียกหลักประกันจนเกินควรแก่กรณีมิได้ การไม่ให้ประกันต้องเป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ”

ข้อบังคับของประธานศาลฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเกี่ยวกับการเรียกประกันหรือหลักประกันในการปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2548 ในข้อที่ 6 ระบุไว้ว่า 

“ในกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 3 ปี ไม่ว่าจะเป็นคดีที่ต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ก็ตาม ให้ศาลใช้ดุลยพินิจอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ฎีกาได้โดยมีประกันและหลักประกัน แต่วงเงินประกันไม่ควรสูงกว่า 100,000 บาท ในกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยเกิน 3 ปี และศาลเห็นสมควรอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์ฎีกาได้ โดยมีประกันและหลักประกัน หากศาลเห็นว่าสมควรกำหนดวงเงินประกันให้สูงขึ้นจากศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์กำหนดไว้ ก็ให้กำหนดวงเงินประกันเพิ่มขึ้นได้แต่ไม่ควรเพิ่มเกินกึ่งหนึ่ง”

กฎหมายสากล หรือปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษชน ในข้อ 11-1 ว่า “ทุกคนที่ถูกกล่าวหาว่าทำผิดทางอาญามีสิทธิ์ที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดตามกฎหมายในการพิจารณาอย่างเปิดเผย ซึ่งตนรับหลักประกันบรรดาที่จำเป็นสำหรับการต่อสู้คดี”

กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 9 ระบุว่า

“บุคคลใดที่ถูกจับกุมหรือควบคุมตัวในข้อหาทางอาญา จะต้องถูกนำตัวโดยพลันไปศาลตามกฎหมายที่จะใช้อำนาจทางตุลาการและจะต้องมีสิทธิได้รับการปล่อยตัวไป มิให้ถือว่าเป็นหลักทั่วไปว่าจะต้องควบคุมบุคคลที่รอการพิจารณาคดี”

พ.ร.บ. นิรโทษกรรมทางการเมือง ความหวังหยุด “นิติสงคราม” 

สิทธิประกันตัวถูกกำหนดในกฎหมายหลายฉบับ แต่ไม่ได้นำมาใช้พิจารณา

ภาพ: พรรคก้าวไกลแถลงต่อสื่อผลักดัน ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมทางการเมือง

พรรคก้าวไกลแถลงเตรียมผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษแก่บุคคลซึ่งได้กระทำความผิดอันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความขัดแย้งทางการเมือง นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล ในฐานะผู้ผลักดันร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ระบุว่า

ร่างพ.ร.บ.ของพรรคก้าวไกล ต้องการนิรโทษกรรมให้ผู้ชุมนุมทางการเมือง และผู้ที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองตั้งแต่เหตุการณืประท้วงของกลุ่มพันธมิรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในปี 2549 มาจวบจนปัจจุบัน โดยร่าง พ.ร.บ. นี้จะนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มประชาชน 3 กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่กำลังถูกดำเนินคดี กลุ่มคนที่ถูกดำเนินคดีไปแล้ว และกลุ่มคนที่อาจจะยังไม่ถูกดำเนินคดี ซึ่งกลุ่มบุคคลเหล่านี้อาจหรือเคยแสดงออกความคิดเห็นทางการเมืองที่เป็นไปตามเจตจำนงของรัฐธรรมนูญไทยที่ให้สิทธิให้เสรีภาพแสดงความคิดเห็น ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน จึงสมควรให้มีการนิรโทษกรรมกับประชาชนเพื่อขจัดความขัดแย้งที่ปรากฎในอดีตจนปัจจุบัน 

โดยสาระสำคัญในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือการจัดตั้งคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการกระทำความผิดเพื่อการนิรโทษกรรม 9 คน ประกอบด้วย ประธานรัฐสภา ผู้นำฝ่ายค้าน สส.ฝ่ายรัฐบาล อัยกการ ผู้พิพากษา ตุลาการ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นผู้วินิจฉัยว่าผู้กระทำทำไปโดยมีมูลจูงใจทางการเมืองหรือไม่ ถ้าใช่ พ.ร.บ. ฉบับนี้จะคุ้มครอง 

มาตรา 112 กลายเป็นเครื่องมือทำลายคนเห็นต่างทางการเมือง  

จากสถิติที่ไอลอว์ได้รวบรวมไว้พบว่า ผู้ต้องหาในคดีมาตรา 112 ช่วงระหว่างปี 2552-2555 พบว่ามีผู้ต้องหา 37 คน ไม่ได้ประกันตัว 11 คน // ปี2557-2562 มีผู้ต้องหา 98 คน ไม่ได้ประกันตัว 52 คน //และตั้งแต่ 2563 ถึง 2566 มี ผู้ถูกดำเนินคดีข้อหาตามมาตรา 112 257 คน จาก279 คดี 

จำนวนคดีและคนที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาเพิ่มมากขึ้น เพราะการยกระดับเพดานการชุมนุมเรียกร้องทางการเมืองมีเรื่องสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทำให้ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนมองว่า ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 คือ กลุ่มเดียวกับผู้ชุมนุมทางการเมือง และแน่นอนว่า แกนนำนักศึกษาหลายคนที่ทำการปราศรัยถูกตั้งข้อหามาตรา 112 หลายคน เช่นกัน ดังนั้น หากจะนิรโทษกรรมผู้คิดเห็นทางการเมือง จะต้องรวมผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 รวมอยู่ด้วยหรือไม่

สิทธิประกันตัวถูกกำหนดในกฎหมายหลายฉบับ แต่ไม่ได้นำมาใช้พิจารณา

ภาพ : รังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล

รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ระบุว่า 

“ในความเห็นผม มันจะต้องเข้าไปดูว่า การดำเนินคดีมาตรา 112 ในเคสที่ผ่านมา มีคนเกี่ยวข้องที่แสดงออกทางการเมืองและถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 มีเท่าไร ซึ่งผมคิดว่าต้องมีอยู่แล้ว ส่วนกลุ่มคนที่ทำผิดโดยไม่มีแรงจูงใจทางการเมือง ก็ต้องดูตามองค์ประกอบตามกฎหมาย ซึ่งคณะกรรมการฯจะต้องไปแยกให้ชัดว่ากรณีไหนเป็นแรงจูงใจทางการเมือง แน่นอนว่ากฎหมายนี้อาจจะไม่สมบูรณ์ที่สุด เราพยายามแก้ปัญหาให้ได้มากที่สุด แน่นอนจะต้องดูความคิดเห็นของคณะกรรมการฯ ที่มีสัดส่วนทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน ศาลปกครอง ตุลาการ ว่าจะมีความคิดเห็นอยางไร แต่เราพยายามสร้างสมดุลย์ให้มากที่สุด แต่ยอมรับว่า มีโอกาสที่บางประเภทคดี เช่น คดีมาตรา 112 จะได้รับการนิรโทษกรรมทั้งหมดไหม แต่ถ้าพิจารณากันในเหตุผลจะพบว่าคนที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 จะได้รับการนิรโทษกรรม พูดง่ายคือ กฎหมายฉบับนี้ ใช้นิรโทษกรรมให้กับคดีมาตรา 112 ได้”  

ยึดหลักนิติธรรม ดับ นิติสงคราม

ในระหว่าง ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมทางการเมืองของพรรคก้าวไกล กำลังจะก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือจากพรรคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน แน่นอนว่า อาจจะใช้เวลานานนับปี ขณะที่จำนวนผู้ต้องหาคดีทางการเมืองและมาตรา 112 เพิ่มขึ้นทุกวัน จะมีหนทางใดที่สามารถดับไฟ “นิติสงคราม” นี้ได้ 

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้ที่ต้องกำกับดูแลความยุติธรรมกับภาระหน้าที่ต้องกู้วิกฤตศรัทธากระบวนการยุติธรรม ซึ่งให้ความเห็นส่วนตัวว่า สิทธิการประกันตัวและสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นย่อมทำได้ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 29 

 “สิทธิการชุมนุมทางการเมือง เป็นสิทธิทางการเมือง จริงๆ เมื่อเป็นสิทธิทางการเมืองที่ทำได้ แต่ด้วยมีกฎหมายลูกมากำกับการชุมนุมที่ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ ซึ่งหากจะตีความตามหลักนิรโทษกรรมควรปล่อยตัวพวกเขาไปซะ โดยไม่ต้องมี พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ถ้าเราจะธำรงไว้ถึงความเข้มแข็งของหลักนิติธรรม เพราะการชุมนุมเป็นประชาธิปไตยทางตรง ” 
สิทธิประกันตัวถูกกำหนดในกฎหมายหลายฉบับ แต่ไม่ได้นำมาใช้พิจารณา

 ภาพ : พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 

 ปัญหาการดำเนินคดีกลุ่มผู้ชุมนุม หรือผู้แสดงความคิดเห็นทางการเมือง นักวิชาการ สส. หรือแม้แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้ความเห็นตรงกันว่า รัฐธรรมนูญได้คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชน ตามหลักการสิทธิมนุษยชน แต่ปัญหาเกิดจากกฎหมายที่ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญที่ออกมาขัดแย้งกับหลักการรัฐธรรมนูญ และปัญหาเกิดจากกระบวนการใช้กฎหมายเหล่านี้มากดทับสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็น และสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ 

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ระบุว่า “ตนได้เน้นย้ำให้ราชการในกระทรวง ให้ความยุติธรรม ด้วยการยึดกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด การได้ประกันตัวหรือไม่ได้ประกันตัว มาตรา 29 วรรคท้ายได้ระบุไว้แล้ว แต่เราจะทำอย่างไรให้บุคคลากรในกระทรวงยุติธรรมเข้าใจ ซึ่งเรามีเครื่องมือ พ.ร.บ.บริหารกระบวนการยุติธรรม ตนจะผลักดันให้คนในกระบวนการยุติธรรมาคุยกัน เวทีนี้เป็นศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ อัยการ มานั่งคุยกัน เพื่อทำกระบวนการยุติธรรมให้เกิดความยุติธรรม ซึ่งต้องธำรงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของรัฐธรรมนูญ”

ทั้งนี้การจับมือของพรรคร่วมรัฐบาล ได้เคยประกาศไว้ว่า เป็นการสลายความขัดแย้ง แต่แท้จริงแล้วจะสามารถสลายความขัดแย้งในระดับประชาชนได้หรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ต้องขังในคดีมาตรา112 ที่ส่วนหนึ่งคือผลมาจากการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง และกลุ่มคดีทางการเมืองที่กำลังจะเข้าสู่การพิจารณาคดี 1928 คน ที่อาจจะไม่ได้รับสิทธิในการประกันตัวในระหว่างสู้คดี 

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ระบุว่า

“ตัวชี้วัดเรื่องหลักนิติธรรม บางข้อตกไปมากเพราะว่าเอาผู้ต้องขังในระหว่างสอบสวน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ทั้งที่รัฐธรรมนูญระบุว่าจะเอามารวมกับผู้กระทำผิดไม่ได้ แต่เอามาขังรวม เราต้องกล้าหาญที่จะแก้ไข ถ้าแก้ไขกลุ่มนี้ กลุ่มม.112 ในกลุ่มนี้ค่อนข้างเยอะ จะต้องคุยกับศาลว่าจะทำอย่างไร จะปล่อยให้กรมราชทัณฑ์ทำผิดกฎหมายเอาคน 60,000 คนมาขังรวมกับ 200,000 คนไม่ได้” 

“คือวันนี้รัฐบาลนี้กล้าประกาศว่าจะสร้างความเข้มแข็งให้กระบวนการยุติธรรม ความยุติธรรมที่ง่ายที่สุด คือรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุด การกระทำใดใดจะขัดแย้งรัฐธรรมนูญไม่ได้ ซึ่งจะทำให้รัฐธรรมนูญมีชีวิตไม่ใช่กฎหมายสูงสุดในกระดาษเปล่า เป็นบททดสอบในอนาคต”

“นิติสงคราม เป็นคำพูดนักวิชาการ ซึ่งรัฐบาลเพิ่งบริหารประเทศไม่กี่วัน ว่ารัฐบาลปัจจุบันจะทำตามสัญญาที่แถลงไว้ในรัฐสภา ผมในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมได้ประกาศนโยบายว่าจะนำความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับทุกคน” 

พรทิพย์ โม่งใหญ่ บก.โต๊ะรายงานพิเศษ 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง