เขื่อนเจ้าพระยายาระบายทะลุ 1,100 ลบ.ม.เตือนท้ายเขื่อนรับน้ำขึ้นสูง

กรมชลฯ ปรับแผนรับสถานการณ์น้ำ เพิ่มการระบายน้ำสู้ท้ายเขื่อน เพื่อเตรียมพื้นที่รับมวลน้ำเหนือที่กำลังไหลเข้ามาสมทบ
สถานการณ์น้ำทางภาคเหนือหลายจังหวัดกำลังเจอกับปัญหาน้ำป่าไหลหลากเข้าท่วมพื้นที่ ประกอบกับจะมีฝนตกหนักระหว่างวันที่ 3-7ตุลาคม ที่จะทำให้มีปริมาณน้ำไหลหลากมากขึ้น เขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท จุดรับช่วงต่อและกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการน้ำลุ่มภาคกลางเอง

ล่าสุดวันนี้กรมชลประทานมีการปรับแผนรับสถานการณ์ โดยเพิ่มการระบายน้ำ เพื่อสร้างพื้นที่ว่างในลำน้ำ รองรับมวลน้ำเหนือที่กำลังไหลเข้ามาสมทบ
ปัจจุบันน้ำเหนือไหลผ่านจุดวัดน้ำ C2 หน้าค่ายจิรประวัติ จ.นครสวรรค์ ลงมายังเขื่อนเจ้าพระยามีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดวัดได้ 1,568ลบ.ม./วิ(ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที) ทำให้กรมชลประทานต้องเพิ่มการระบายน้ำลงท้ายเขื่อนจากอัตรา 999ลบ.ม./วิ ขึ้นไปอยู่ที่ 1,110ลบ.ม./วิเพื่อสร้างสมดุลเหนือเขื่อนและท้ายเขื่อน รวมถึงสร้างพื้นที่ว่างในลำน้ำรองรับมวลน้ำเหนือที่จะไหลลงมาเพิ่มเติม ซึ่งจากน้ำเหนือที่เพิ่มขึ้น ทำให้ระดับน้ำเหนือเขื่อนยกตัว จาก 16.69ม.รทก.(เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง) ขึ้นไปอยู่ที่ 16.73ม.รทก. โดยที่ระดับน้ำท้ายเขื่อนเองได้ยกตัวขึ้นจากการปรับการระบายเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน จากเมื่อช่วงเช้า 10.93ม.รทก. ล่าสุดวัดได้ 11.39ม.รทก.
จากการปรับเพิ่มการระบายน้ำขึ้นไปในเกณฑ์ 1,100ลบ.ม./วิ จะส่งผลให้พื้นที่ ใน.จังหวัดท้ายเขื่อนมีระดับน้ำสูงขึ้น 30-60ซ.ม.ในช่วง 1-2วันข้างหน้า กรมชลประทานจึงแจ้งเตือน ผู้ที่ประกอบกิจการในแม่น้ำเจ้าพระยาเช่น การก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่ง กระชังปลา ร้านอาหาร เรือ แพ โป๊ะ ตั้งแต่ อ.สรรพยา จ.ชัยนาทลงไป ใน จ.สิงห์บุรี อ่างทอง โดยเฉพาะคลองโผงเผง จังหวัดอ่างทอง คลองบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา ตำบลลาดชิด ตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ควรเฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำ เพื่อให้สามารถขนย้ายสิ่งของให้พ้นน้ำ และรับมือกับระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นได้ทันท่วงที อีกทั้งขอให้ติดตามประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิดต่อไปด้วย




