รู้จัก 10 ประเทศลงทุนหลักล้าน ขอสัญชาติได้ตามกฎหมาย

เปิดข้อมูล 10 ประเทศ แค่มีเงินลงทุนหลักล้านตามเงื่อนไขที่รัฐบาลกำหนด ก็สามารถยื่นขอสัญชาติเป็นพลเมืองของประเทศนั้นได้!
จากกรณีข่าวป้ายโฆษณาภาษาจีนขนาดใหญ่ที่แยกห้วยขวาง ที่บนป้ายมีการเชิญชวนใช้บริการซื้อขายสัญชาติจากประเทศต่างๆ ทั้ง อินโดนีเซีย วานูอาตู กัมพูชา และตุรกี สนนราคาค่าบริการอยู่ที่หลักแสนบาท ใช้เวลาน้อยกว่า 1 เดือนในการดำเนินการ ได้รับทั้งพาสปอร์ตและสัญชาติใหม่ พร้อมทั้งรับรองว่าถูกกฎหมาย 100%
ป้ายดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ทั้งเรื่องของความเหมาะสม และตั้งข้อสังเกตว่าบริการลักษณะนี้เป็นบริการที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ขณะที่ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. ได้ให้สัมภาษณ์ว่าการซื้อขายสัญชาติอย่างถูกกฎหมายนั้นมีอยู่จริงในโลก กรณีที่เกิดขึ้นนี้ยังไม่กระทบเรื่องความมั่นคงของไทย เพราะไม่ได้มีการซื้อขายสัญชาติไทย
ซื้อ-ขายสัญชาติผ่านการลงทุนมีอยู่จริง!
ก่อนที่จะไปดูเรื่องของการซื้อและขายสัญชาติ ต้องทำความเข้าใจลักษณะของการอนุญาตให้คนต่างชาติพำนักในประเทศก่อน โดยการซื้อขายสัญชาตินั้นจะมีด้วยกัน 3 แบบ คือ
- สิทธิการพำนักอยู่ได้ตามใบอนุญาต (Residence Permit) ผู้ได้สิทธินี้สามารถพำนักอยู่ในประเทศได้ตามเงื่อนไขที่มีการระบุในเอกสาร
- สิทธิการพำนักถาวร (Permanent Residency) ผู้ที่ได้สิทธินี้จะสามมารถเดินทางเข้า-ออกประเทศ อยู่อาศัย และทำงานหรือประกอบธุรกิจได้ตามกฎหมาย แต่ผู้ถือสิทธิดังกล่าวจะยังคงใช้สัญชาติเดิมของตนอยู่
- สิทธิความเป็นพลเมือง (Citizenship) การได้สิทธิเป็นพลเมืองของประเทศนั้นๆ โดยสมบูรณ์ มีสิทธิเท่ากับพลเมืองที่ได้สัญชาติมาตั้งแต่กเนิด รวมถึงมีสิทธิถือพาสปอร์ตของประเทศนั้นๆ ด้วย
โดยทางรัฐบาลของชาติต่างๆ จะเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขว่าจะต้องบริจาคให้รัฐบาลหรือต้องลงทุนภายในประเทศ เป็นจำนวนเงินเท่าใด และนานเพียงใด จึงสามารถยื่นเรื่องเพื่อขอสิทธิในการพำนักได้

ซึ่งประเทศแรกของโลกที่มีการให้สิทธิความเป็นพลเมืองกับนักลงทุนก็คือประเทศ เซนต์คิตส์และเนวิส เป็นประเทศเล็กๆ ในหมู่เกาะแคริบเบียน ที่แต่เดิมมีการพึ่งพาทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล แต่ประเทศก็ประสบกับปัญหาเศรษฐกิจ จนหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้น
กระทั่งปี ค.ศ.1984 ประเทศเซนต์คิตส์และเนวิส ก็ได้เริ่มโครงการขายสัญชาติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Citizenship-by-Investment หรือ CBI ที่จะให้สัญชาติกับนักลงทุนที่เข้ามาสนับสนุนโครงการของรัฐบาล จนกระทั่งปี 2015 เซนต์คิตส์และเนวิสก็เป็นประเทศปลายทางยอดฮิตของคนมีเงินที่ต้องการสัญชาติและพาสปอร์ตเล่มที่ 2
แต่การที่มันกลายเป็นปลายทางยอดนิยม ก็ทำให้เซนต์คิตส์และเนวิส ตกเป็นที่จับตามองและถูกเตือนจากทางการหลายประเทศด้วยเช่นกันว่า การขายสัญชาติผ่าน CBI เป็นช่องทางให้บรรดามิจฉาชีพและองค์กรนอกกฎหมายใช้เพื่อหลบหนีหรือปกปิดตัวตน
มีประเทศไหนบ้างที่เปิดรับโครงการ CBI ลงทุนแลกสัญชาติ
นอกจากเซนต์คิตส์และเนวิสแล้ว ก็ยังมีประเทศต่างๆ อีกหลายประเทศที่เปิดรับนักลงทุนเพื่อการแปลงสัญชาตินี้ จากการตรวจสอบจากเว็บไซต์ของ Immigrant Invest บริษัทกฎหมายที่รับให้คำปรึกษาเรื่องการลงทุนเพื่อแปลงสัญชาติ ระบุ 10 ประเทศที่นักลงทุนสามารถเข้ายื่นขอแปลงสัญชาติได้ ได้แก่
1. มอลตา ใช้เงินอย่างน้อย 690,000 ยูโร หรือราว 27 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้แบ่งเป็น 600,000 ยูโรที่ต้องบริจาคเข้ากองทุนพัฒนาประเทศและสังคม อีก 10,000 ยูโรสำหรับการบริจาคการกุศล นอกนั้นเป็นค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ 5 ปี หรือการซื้ออสังหาริมทรัพย์ราคาอย่างน้อย 70,000 ยูโร โดยจะใช้เวลา 14 เดือน หรือ 3 ปี ในการได้รับสัญชาติ
2. มาซิโดเนียเหนือ ใช้เงินอย่างน้อย 200,000 ยูโร หรือราว 7.9 ล้านบาท ใช้เวลาดำเนินการอย่างน้อย 8 เดือน
3. อียิปต์ ใช้เงินอย่างน้อย 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9 ล้านบาท ในการลงทุนด้านใดด้านหนึ่งตามที่รัฐกำหนด รวมถึงการลุงทุนในธุรกิจ หรือการซื้อที่พักอาศัย และจะใช้เวลาอย่างน้อย 10 เดือนในการยื่นขอสัญชาติ โดยสิทธิการขอสัญชาติจะครอบคลุมถึงคู่สมรสและลูกที่อายุยังไม่ถึง 21 ปีด้วย

4. ตุรกี ใช้เงินอย่างน้อย 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 14 ล้านบาท รัฐบาลมีการลงทุนให้เลือก 5 แบบ รวมถึงการซื้อที่พักอาศัย และการฝากเงินในธนาคารตุรกี จะใช้เวลาอย่างน้อย 8 เดือนในการยื่นขอสัญชาติ โดยสิทธิการขอสัญชาติจะครอบคลุมถึงคู่สมรสและลูกของผู้ลงทุนด้วย
5. จอร์แดน ใช้เงินอย่างน้อย 750,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 27 ล้านบาท ใช้เวลาดำเนินการอย่างน้อย 3 เดือน
6. โดมินิกา ใช้เงินอย่างน้อย 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 7.2 ล้านบาท โดยจะเป็นการบริจาคให้รัฐหรือจะเป็นการลงทุนซื้อที่พักอาศัยก็ได้ จะใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนในการยื่นขอสัญชาติ โดยสิทธิการขอสัญชาติจะครอบคลุมถึงครอบครัวของผู้ลงทุนได้ และกระบวนการทั้งหมดทำได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปยังประเทศโดมินิกา ตั้งแต่ปี ค.ศ.2017 - 2020 มีผู้ลงทุนผ่านโครงการ CBI ของโดมินิกา ได้รับสัญชาติแล้วมากถึง 4,192 ราย
7. แอนติกัวและบาร์บูดา ใช้เงินอย่างน้อย 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.6 ล้านบาท ในการบริจาคให้รัฐ บริจาคให้มหาวิทยาลัย ซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือลงทุนในธุรกิจก็ได้ จะใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนในการยื่นขอสัญชาติ
8. เซนต์ลูเซีย ใช้เงินอย่างน้อย 240,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.7 ล้านบาท ในการบริจาคให้รัฐหรือลงทุนให้โครงการที่รัฐระบุ จะใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนในการยื่นขอสัญชาติ
9. เกรนาดา ใช้เงินอย่างน้อย 235,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 8.5 ล้านบาท โดยสามารถบริจาคให้โครงการของรัฐ หรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ในโครงการที่รัฐอนุมัติ จะใช้เวลาอย่างน้อย 8 เดือนในการยื่นขอสัญชาติ
10. เซนต์คิตส์และเนวิส ประเทศต้นตำรับของการซื้อขายสัญชาติผ่านโครงการ CBI ใช้เงินอย่างน้อย 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 9 ล้านบาท บริจาคให้ภาครัฐ หรือซื้ออสังหาริมทรัพย์ราคาอย่างน้อย 400,000 ดอลลาร์สหรัฐ(ราว 14 ล้านบาท) จะใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือนในการยื่นขอสัญชาติ

ซึ่งนอกจากประเทศเหล่านี้ก็ยังมีประเทศอื่นๆ ที่มีการเปิดรับนักลงทุนเป็นช่วงๆ ตามแต่โอกาสด้วย อย่างในกรณีของนายทักษิณ ชินวัตร ขณะลี้ภัยทางการเมืองอยู่ต่างประเทศ ก็เป็นพลเมืองเศรษฐกิจหรือนักลงทุนที่เข้าร่วมโครงการแปลงสัญชาติของประเทศมอนเตเนโกร 1 ในประเทศปลายทางยอดฮิตเช่นกัน
ที่มา:




