วอนรัฐ 'อย่าหมกเม็ด' สถานการณ์ไฟป่าปีนี้แนวโน้มรุนแรง พบแล้ว 15 จุด ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติมากที่สุด

AdminNews
วอนรัฐ 'อย่าหมกเม็ด' สถานการณ์ไฟป่าปีนี้แนวโน้มรุนแรง พบแล้ว 15 จุด ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติมากที่สุด

สถานการณ์ไฟป่าแนวโน้มรุนแรง พบแล้ว 15 จุด พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติมากที่สุด

วอนรัฐ 'อย่าหมกเม็ด' สถานการณ์ไฟป่าปีนี้แนวโน้มรุนแรง พบแล้ว 15 จุด ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติมากที่สุด

10 มกราคม 2567 นายอาคม บุญโนนแต้ เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2567 พันเอก สุรศักดิ์ สุขแสง ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 7 เดินทางเข้ามาตรวจติดตามศูนย์สั่งการเเละติดตามสถานการณ์ไฟป่าเเละหมอกควัน (war Room ) เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน เพื่อเตรียมความพร้อมมาตราการเฝ้าระวังไฟป่า ประจำปี 2567 ณ ห้องประชุมศูนย์บริการนักท่องเที่ยวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน 

โดยพบว่าสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน เริ่มเกิดไฟป่าขึ้นมาแล้ว 15 จุด ตั้งแต่ 1-8 มกราคม 2567 พบมาในพื้นที่เขตป่าสงวนของกรมป่าไม้ ขณะที่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน พื้นที่ที่เคยเกิดไฟป่าสูงสุด เร่งประชาสัมพันธ์ ให้แก่ประชาชน และนักท่องเที่ยว ที่สัญจรไป-มา ผ่านด่านตรวจเขตฯสาละวิน

วอนรัฐ 'อย่าหมกเม็ด' สถานการณ์ไฟป่าปีนี้แนวโน้มรุนแรง พบแล้ว 15 จุด ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติมากที่สุด

สำหรับสถานการณ์ไฟป่าในปีนี้ ได้มีการคาดว่าจะมีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศที่มีความร้อนเร็วกว่าปกติ และสภาพอากาศหนาวเย็นที่ไม่ค่อยหนาวเหมือนปีที่ผ่านมา จะส่งผลให้เกิดความแห้งแล้งมากกว่าปกติ ทั้งนี้พบว่าใบไม้ในป่าเริ่มเปลี่ยนสีและผลัดใบร่วงหล่นสู่พื้นเร็วมากขึ้นเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ปริมาณค่าฝุ่นละอองพิษจากควันไฟป่า PM 2.5 ยังอยู่ในภาวะปกติ ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ แต่อย่างใดแต่หากเกิดไฟป่าเพิ่มมากขึ้นย่อมส่งผลกระทบและมีผู้ป่วยเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอย่างแน่นอน ซึ่งเกิดเป็นประจำทุกปี

วอนรัฐ 'อย่าหมกเม็ด' สถานการณ์ไฟป่าปีนี้แนวโน้มรุนแรง พบแล้ว 15 จุด ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติมากที่สุด

วอนรัฐแถลงการณ์จัดการแก้ไขปัญหา 'ไฟป่า' อย่าหมกเม็ด

ด้านเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือออกแถลงการณ์ ถึงนายกรัฐมนตรี วอนพิจารณาร่างกฎหมาย พรบ.อากาศสะอาดให้กับรัฐสภาพิจารณาอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่แก้ไขปัญหาไฟป่าต้องเร่งประชาสัมพันธ์การแก้ปัญหาไฟป่าในทุกมิติต่อประชาชนเพื่อให้รับรู้แนวทางไปพร้อมกัน

เครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือ รู้สึกขอบคุณที่นายกรัฐมนตรีได้เดินทางตรวจติดตามงานแก้ปัญหา วิกฤตมลพิษอากาศฝุ่นควันภาคเหนือ ในวันที่ 11 มกราคม 2567 นับเป็นครั้งที่ 3 ในระยะเวลาต่อเนื่องกัน แสดงออกถึงเจตจำนงทางการเมืองมุ่งมั่นลดบรรเทาและแก้ปัญหานี้ ทั้งยังมีข่าวความคืบหน้าที่รัฐบาลได้ส่งร่างกฎหมาย พรบ.อากาศสะอาดให้กับรัฐสภาพิจารณาอย่างรวดเร็ว และ การเพิ่งได้อนุมัติงบกลางอุดหนุนให้กับหน่วยงานที่ยื่นขอเพิ่มเติมเข้าไป

แต่อย่างไรก็ตาม วิกฤตปัญหานี้สะสมเรื้อรังมานาน ทั้งมีรายละเอียดซับซ้อนกว้างขวาง ยังมีประเด็นปัญหาอีกหลายประการที่เครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนืออยากเห็นความคืบหน้า แต่ยังไม่มีข่าวสารออกมา

ยังไม่เห็นความคืบหน้าในการเตรียมแก้ปัญหาไฟในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ภายใต้การดูแลของกรมป่าไม้ และรัฐบาลมีนโยบายให้ลดพื้นที่ไฟไหม้ใน 10 ป่าสงวนแห่งชาติลง 50% 

กรณีนี้มีความซับซ้อนจากการถ่ายโอนภารกิจดูแลดับไฟป่าให้กับองค์กรปกครองท้องถิ่น และงบประมาณอุดหนุนที่ไม่เพียงพอ ไม่ตรงความจำเป็นต้องใช้ นั่นเท่ากับว่า พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดไฟที่โล่งขนาด 1 ใน 3 ของไฟในประเทศไทยยังไม่มีเจ้าภาพที่เข้มแข็ง และชัดเจนที่จะจัดการดูแลพื้นที่ปัญหา ทั้งนี้สถิติไฟไหม้ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 10 แห่งแรก ของปี พ.ศ.2566 รวมกันมีขนาดถึงกว่า 1 ล้านไร่ ที่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์บรรเทาปัญหาไฟแปลงใหญ่ ก็ยังไม่เคยปรากฏข่าวสารความคืบหน้าในการเตรียมการใดๆ ออกมา ยังมีข้อกังขาไม่ชัดเจนในการบูรณาการแก้ปัญหาไฟแปลงใหญ่ตามนโยบายรัฐบาลว่า ได้เกิดมีการประสานงานระหว่างกรมอุทยานฯ กับ จังหวัดเจ้าของพื้นที่ซึ่งก็มีแผนมาตรการของจังหวัดอยู่เดิมแบบไหน?อย่างไร ? เพราะไม่มีการแถลงสื่อสารออกมาให้ชัดเจน

วอนรัฐ 'อย่าหมกเม็ด' สถานการณ์ไฟป่าปีนี้แนวโน้มรุนแรง พบแล้ว 15 จุด ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติมากที่สุด

ขอให้รัฐบาลกำชับเรื่องการสื่อสารสถานการณ์ที่เป็นจุดอ่อนมายาวนาน เช่น การเปิดเผยแผนปฏิบัติการบริหารเชื้อเพลิง (ชิงเผา) ของรัฐ ที่ก่อนหน้านี้ หน่วยปฏิบัติมักจะปกปิด ไม่บอกกล่าวต่อสาธารณะ ทำให้สังคมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มีไฟในป่าแต่ไม่มีข่าวสารออกมา อีกทั้งปรากฏว่า การชิงเผาบางแปลงในอดีตไม่ควบคุมดูแลให้ดี เกิดไฟไหม้ลาม ไม่ต่างจากการลอบเผาป่า ขอให้กำชับสั่งการให้หน่วยปฏิบัติและหน่วยสื่อสาร เปิดเผยข้อมูล พิกัด เวลา และผู้รับผิดชอบล่วงหน้าให้สาธารณะรับรู้ 

ดังนั้น สภาลมหายใจภาคเหนือ จึงขอรัฐบาลกรุณาเร่งรัด ติดตาม และรับข้อกังวลทั้ง 4 ประการตามแถลงการณ์นี้ เพื่อจะลดบรรเทาผลกระทบและแก้วิกฤตปัญหานี้ต่อไป ประชาชนในเครือข่ายสภาลมหายใจภาคเหนือพร้อมที่จะร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ และหนุนเสริมรัฐบาลรวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยฝ่าฟันวิกฤตปัญหานี้ร่วมกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง