ทำไม The Odyssey เรื่องเล่าเกือบ 3,000 ปี ยังชนะใจมนุษย์ยุค AI

ข่าวเวิร์คพอยท์
ทำไม The Odyssey เรื่องเล่าเกือบ 3,000 ปี ยังชนะใจมนุษย์ยุค AI

ทำไม The Odyssey เรื่องเล่าเกือบ 3,000 ปี ยังชนะใจมนุษย์ยุค AI ในยุคที่อัลกอริทึมพยายามทำความรู้จักเราภายในไม่กี่วินาที และความบันเทิงนับไม่ถ้วนถูกสร้างขึ้นเพื่อแย่งชิงความสนใจตั้งแต่การปัดหน้าจอครั้งแรก มีบางอย่างดูย้อนแย้งอย่างยิ่ง

ทำไม The Odyssey เรื่องเล่าเกือบ 3,000 ปี ยังชนะใจมนุษย์ยุค AI

.

ในยุคที่อัลกอริทึมพยายามทำความรู้จักเราภายในไม่กี่วินาที และความบันเทิงนับไม่ถ้วนถูกสร้างขึ้นเพื่อแย่งชิงความสนใจตั้งแต่การปัดหน้าจอครั้งแรก มีบางอย่างดูย้อนแย้งอย่างยิ่ง

เหตุใดผู้คนจึงยังยอมซื้อตั๋ว เข้าไปนั่งในโรงภาพยนตร์นานหลายชั่วโมง เพื่อดูเรื่องราวซึ่งถือกำเนิดก่อนอินเทอร์เน็ต ก่อนเครื่องจักรไอน้ำ ก่อนจักรวรรดิโรมัน และก่อนที่หนังสือจะกลายเป็นสิ่งซึ่งคนทั่วไปเข้าถึงได้

เรื่องนั้นคือ The Odyssey มหากาพย์กรีกโบราณที่สืบทอดในนามของโฮเมอร์ และผู้ที่นำมันกลับมาสู่จอภาพยนตร์ครั้งใหญ่อีกครั้งคือ คริสโตเฟอร์ โนแลน ผู้กำกับซึ่งผลงานแทบทุกเรื่องหมกมุ่นอยู่กับเวลา ความทรงจำ ความรู้สึกผิด และราคาที่มนุษย์ต้องจ่ายเพื่อกลับไปหาสิ่งที่ตนรัก

แต่คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า โนแลนสร้างโลกกรีกโบราณได้ยิ่งใหญ่เพียงใด

คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ เหตุใดมนุษย์ในยุคปัญญาประดิษฐ์ จึงยังรู้สึกสะเทือนใจกับชายคนหนึ่งซึ่งพยายามเดินทางกลับบ้าน หลังสงครามที่จบลงเมื่อเกือบสามพันปีก่อน

<ไม่ใช่เรื่องของสงคราม แต่คือชีวิตหลังสงคราม>

หาก The Iliad คือมหากาพย์แห่งความโกรธเกรี้ยว เกียรติยศ และความตายในสนามรบ The Odyssey ก็คือเรื่องของสิ่งที่เกิดขึ้นหลังเสียงอาวุธสงบลง

สงครามกรุงทรอยกินเวลาสิบปี แต่โอดิสซุสต้องใช้เวลาอีกสิบปีเดินทางกลับเกาะอิธาคา เขาต้องเผชิญทั้งพายุ เทพเจ้าผู้พิโรธ ยักษ์ตาเดียว แม่มด เสียงเพลงของไซเรน รวมถึงความผิดพลาดที่เกิดจากความทะนงของตนเอง

แก่นของเรื่องจึงไม่ใช่เพียงการเอาชนะสัตว์ประหลาด หากเป็นคำถามว่า เมื่อสงครามจบลง มนุษย์จะกลับไปเป็นคนเดิมได้จริงหรือไม่ คำถามนี้ไม่ได้เป็นของชาวกรีกเท่านั้น

ตลอดประวัติศาสตร์ ผู้ที่รอดชีวิตจากสงครามจำนวนมากเดินทางกลับบ้านพร้อมบาดแผลที่มองไม่เห็น บ้านอาจยังตั้งอยู่ตรงที่เดิม แต่คนที่กลับมาไม่ใช่คนคนเดิมอีกต่อไป

แม้ในโลกปัจจุบัน ผู้ลี้ภัยและผู้พลัดถิ่นจากสงครามจำนวนมากยังคงเผชิญคำถามเดียวกัน บางคนถือกุญแจบ้านที่อาจไม่เหลือประตูให้เปิด บางคนกลับไปพบเพียงซากเมือง ขณะที่บางคนไม่มีโอกาสกลับไปอีกแล้ว เพราะเส้นเขตแดนและการเมืองได้เปลี่ยนความหมายของคำว่า “บ้าน” ไปตลอดกาล

The Odyssey จึงไม่ใช่เพียงนิทานผจญภัย แต่เป็นหนึ่งในเรื่องเล่าเก่าแก่ที่สุดว่าด้วยมนุษย์ผู้รอดชีวิตจากสงคราม และยังต้องเรียนรู้ว่าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไรหลังจากนั้น

<เมื่อ “บ้าน” ไม่ได้หมายถึงสถานที่เพียงอย่างเดียว>

สำหรับโอดิสซุส บ้านคืออิธาคา คือเพเนโลพี ภรรยาที่เฝ้ารอ คือลูกชายซึ่งเติบโตขึ้นมาโดยแทบไม่รู้จักพ่อ และคือโลกเดิมที่กำลังถูกคนแปลกหน้าเข้ายึดครอง

แต่สำหรับมนุษย์ยุคดิจิทัล บ้านอาจไม่ได้หมายถึงอาคารหรือภูมิลำเนาเท่านั้น

บ้านอาจหมายถึงความสงบที่เคยมี

ตัวตนที่เราเคยเป็น

ความสัมพันธ์ที่ถูกละเลย

หรือเป้าหมายซึ่งสูญหายไประหว่างการทำงานและการแข่งขัน

มนุษย์วันนี้เดินทางเร็วกว่าโอดิสซุสอย่างเทียบกันไม่ได้ เราบินข้ามทวีปได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ติดต่อคนอีกซีกโลกได้ทันที และมีแผนที่นำทางแทบทุกเส้นทาง

แต่ความสะดวกเหล่านั้นไม่ได้แปลว่าเราหลงทางน้อยลง

บางทีเราอาจหลงทางมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

เราอาจรู้ว่าร้านอาหารอยู่ตรงไหน แต่ไม่รู้ว่าชีวิตกำลังมุ่งหน้าไปทางใด รู้ว่าคนอื่นกำลังทำอะไรจากหน้าจอ แต่ไม่แน่ใจว่าตัวเองต้องการอะไร และเข้าถึงข้อมูลได้ทั้งโลก แต่กลับไม่มีพื้นที่เงียบพอจะฟังเสียงของตนเอง

“การกลับบ้าน” ใน The Odyssey จึงอาจหมายถึงการเดินทางกลับไปหาสติ ตัวตน และสิ่งที่ยังมีความหมาย ก่อนที่เสียงรบกวนจากโลกภายนอกจะพาเราออกนอกเส้นทางไปไกลกว่านี้

<จากเสียงไซเรนสู่อัลกอริทึม>

หนึ่งในตอนที่ผู้คนจดจำมากที่สุด คือการเผชิญหน้ากับไซเรน สิ่งมีชีวิตซึ่งใช้เสียงเพลงอันเย้ายวนล่อลวงผู้เดินเรือให้มุ่งหน้าไปสู่ความพินาศ

โอดิสซุสรู้ว่าเขาอาจต้านทานเสียงนั้นไม่ได้ จึงสั่งให้ลูกเรือใช้ขี้ผึ้งอุดหู และมัดตัวเขาไว้กับเสากระโดง ไม่ว่าเขาจะร้องขออย่างไร ห้ามปล่อยจนกว่าเรือจะผ่านพ้นอันตราย

ในอดีต ไซเรนอยู่กลางทะเล

วันนี้ไซเรนอาจอยู่ในกระเป๋าของเรา

มันไม่ได้ร้องเรียกด้วยบทเพลง แต่ปรากฏในรูปของการแจ้งเตือน คลิปถัดไป ข่าวด่วน ความขัดแย้งใหม่ และเนื้อหาที่ระบบคำนวณมาแล้วว่าเรามีโอกาสหยุดดูมากที่สุด

สิ่งที่น่าสนใจคือ โอดิสซุสไม่ได้เชื่อว่าตัวเองมีเจตจำนงแข็งแกร่งพอจะเอาชนะทุกสิ่งยั่วยุ เขาจึงวางเงื่อนไขเพื่อควบคุมตัวเองไว้ล่วงหน้า

นี่อาจเป็นภูมิปัญญาที่ร่วมสมัยอย่างไม่น่าเชื่อ

ในโลกที่เทคโนโลยีจำนวนมากถูกออกแบบโดยคนเก่งนับพัน เพื่อทำให้เราวางมันไม่ลง การจำกัดตัวเองจึงไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่คือการรู้จักข้อจำกัดของมนุษย์

บางครั้ง การผูกตัวเองไว้กับเสากระโดง อาจเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยให้เรือชีวิตผ่านพ้นเสียงเรียกที่รู้ว่าอันตราย แต่ยังอดหันไปมองไม่ได้

<ฮีโร่ที่ไม่ได้ชนะทุกครั้ง>

โอดิสซุสแตกต่างจากอคิลลีส

อคิลลีสคือยอดนักรบ ผู้แข็งแกร่งเหนือมนุษย์ทั่วไป และต้องเลือกระหว่างชีวิตยืนยาวที่ไม่มีใครจดจำ กับชีวิตสั้นซึ่งชื่อเสียงจะคงอยู่ชั่วนิรันดร์

แต่โอดิสซุสไม่ได้อยู่รอดเพราะกำลังเหนือใคร เขาใช้ไหวพริบ การปรับตัว ความอดทน และบางครั้งก็การหลอกลวง

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เป็นวีรบุรุษที่ไร้ข้อบกพร่อง หลายครั้งเขาสร้างปัญหาให้ตัวเอง เพราะไม่อาจควบคุมความหยิ่งทะนงได้

หลังหลบหนีจากถ้ำของยักษ์ไซคลอปส์สำเร็จ เขาสามารถจากไปอย่างเงียบ ๆ แต่กลับประกาศชื่อของตนด้วยความภาคภูมิ เปิดโอกาสให้ศัตรูรู้ว่าใครเป็นผู้ทำร้าย และนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ทำให้การเดินทางกลับบ้านยาวนานขึ้น

นั่นทำให้โอดิสซุสเป็นมนุษย์มากกว่าฮีโร่

เขาฉลาด แต่ไม่ได้ฉลาดทุกครั้ง

เขากล้าหาญ แต่ก็หวาดกลัว

เขารอดชีวิต แต่ต้องสูญเสีย

และหลายครั้ง ศัตรูที่สำคัญที่สุดไม่ได้มาจากเทพเจ้าหรือสัตว์ประหลาด หากมาจากตัวเขาเอง

นี่อาจเป็นเหตุผลที่มนุษย์ยุคปัจจุบันยังรู้สึกใกล้ชิดกับโอดิสซุส

คนส่วนใหญ่ไม่ได้รู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ถูกเลือก ไม่ได้มีพลังพิเศษ และไม่ได้ชนะทุกครั้ง เราเพียงพยายามรักษางาน ประคองครอบครัว ฟื้นตัวจากความผิดพลาด และหาทางเดินต่อในโลกที่ไม่แน่นอน

โอดิสซุสจึงไม่ได้สอนว่า คนเก่งจะไม่มีวันพ่ายแพ้

เขาสอนว่า บางครั้งความกล้าหาญไม่ได้อยู่ที่การไม่เคยหลงทาง แต่อยู่ที่การยังพยายามกลับเข้าสู่เส้นทาง แม้จะหลงมาไกลแล้วก็ตาม

<โอดิสซุส ตัวละครของโนแลนก่อนโนแลนถือกำเนิด>

เมื่อมองย้อนกลับไป ผลงานของคริสโตเฟอร์ โนแลนหลายเรื่องล้วนเป็นการเดินทางกลับบ้านในรูปแบบหนึ่ง

Interstellar คือพ่อที่เดินทางข้ามจักรวาลเพื่อกลับไปหาลูก

Dunkirk คือความพยายามพาทหารกลับจากชายหาดที่กลายเป็นกับดัก

Inception คือชายผู้ต้องฝ่าชั้นความฝันเพื่อกลับไปหาครอบครัว

ตัวละครของโนแลนมักไม่ได้แพ้เพราะขาดความสามารถ แต่เพราะถูกกักขังอยู่ในเวลา ความทรงจำ ความรู้สึกผิด หรือความหมกมุ่นของตัวเอง

โอดิสซุสจึงแทบเป็นตัวละครของโนแลนมาตั้งแต่ก่อนโนแลนถือกำเนิด

เขามีปัญญามากพอจะเอาชนะศัตรู แต่ไม่อาจหลีกหนีผลของการตัดสินใจทุกครั้งได้ เขาเดินทางผ่านเกาะและทะเลนับไม่ถ้วน แต่การเดินทางที่ยากที่สุดกลับเป็นการเดินทางกลับไปเผชิญหน้ากับตัวเอง

ขณะเดียวกัน ในยุคที่แทบทุกภาพสามารถสร้างขึ้นได้จากคอมพิวเตอร์ วิธีทำงานของโนแลนยังให้ความสำคัญกับพื้นที่จริง วัตถุจริง และน้ำหนักจริง

ความสมจริงในที่นี้จึงไม่ใช่เพียงภาพที่ดูเหมือนจริง แต่คือ ความสมจริงเชิงอารมณ์

เมื่อมนุษย์ต้องยืนอยู่ท่ามกลางลม คลื่น และเรือที่โคลงเคลง ร่างกายย่อมแสดงความเหนื่อย ความกลัว และความไม่มั่นคงบางอย่างที่ยากจะสร้างขึ้นได้ทั้งหมดในพื้นที่ซึ่งทุกอย่างถูกควบคุม

ในโลกที่ภาพสามารถถูกผลิตขึ้นได้อย่างไร้ขีดจำกัด ความจริงทางกายภาพจึงอาจกลับกลายเป็นสิ่งหายาก และเป็นเหตุผลหนึ่งที่คนยังยอมเดินทางไปโรงภาพยนตร์ เพื่อสัมผัสบางสิ่งที่หน้าจอเล็กไม่อาจมอบให้ได้

<เมื่อโลกมี AI แต่ยังไม่มีคำตอบว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร

The Odyssey ถือกำเนิดขึ้นในวัฒนธรรมมุขปาฐะ ก่อนหนังสือจะเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ มันเคยถูกขับลำนำต่อหน้าผู้ฟัง ก่อนเดินทางเข้าสู่ม้วนต้นฉบับ ละครเวที นวนิยาย ภาพวาด และภาพยนตร์

รูปแบบของสื่อเปลี่ยนไปตลอดเวลา แต่คำถามของเรื่องยังคงอยู่

นั่นอาจเป็นเหตุผลที่ The Odyssey ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีมาได้หลายพันปี

มันไม่ได้อยู่รอดเพราะปฏิเสธเทคโนโลยี แต่เพราะสามารถเดินทางเข้าไปอยู่ในสื่อใหม่ทุกยุค โดยยังรักษาคำถามเดิมเกี่ยวกับมนุษย์เอาไว้

วันนี้ AI สามารถสรุปเรื่องราวของโอดิสซุสได้ภายในไม่กี่วินาที สร้างภาพยักษ์ไซคลอปส์ แต่งดนตรีแบบกรีก หรือเสนอเส้นทางเดินเรือบนแผนที่ได้

แต่การรู้ว่าเรื่องราวเกิดอะไรขึ้น ไม่เท่ากับการรู้ว่าเรื่องนั้นมีความหมายอย่างไรต่อชีวิตเรา

เทคโนโลยีอาจตอบได้ว่า โอดิสซุสใช้เวลากี่ปีจึงกลับถึงอิธาคา

แต่ไม่อาจตัดสินแทนเราได้ว่า อะไรคืออิธาคาของตัวเอง

อัลกอริทึมอาจคาดเดาว่าเราจะชอบดูอะไรต่อไป แต่ไม่อาจบอกได้อย่างสมบูรณ์ว่า เราควรอุทิศชีวิตให้กับสิ่งใด

นี่อาจเป็นความย้อนแย้งสำคัญของยุคปัญญาประดิษฐ์

มนุษย์เข้าถึงคำตอบได้รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ยังต้องเผชิญคำถามเก่าแก่ที่สุดเหมือนเดิม

เราคือใคร

เรากำลังไปที่ใด

เราควรกลับไปหาอะไร

และเมื่อกลับถึงบ้านแล้ว เรายังเป็นคนเดิมอยู่หรือไม่

The Odyssey ไม่ได้อยู่รอดมาจนถึงวันนี้เพียงเพราะได้รับการยกย่องว่าเป็นวรรณกรรมคลาสสิก

มันอยู่รอด เพราะหลังม่านของเทพเจ้าและสัตว์ประหลาด เรามองเห็นชีวิตธรรมดาของตัวเอง

เราทุกคนเคยหลงทาง

เคยถูกสิ่งยั่วยุเรียกหา

เคยทำผิดเพราะความทะนง

เคยสูญเสียบางอย่างระหว่างการเดินทาง

และเคยหวังว่า เมื่อกลับไปถึงสถานที่แห่งหนึ่ง จะยังมีใครบางคนจำเราได้

เทคโนโลยีเปลี่ยนจากบทกวีมุขปาฐะมาสู่จอภาพยนตร์ จากเสากระโดงเรือมาสู่ดาวเทียม และจากเสียงไซเรนมาสู่การแจ้งเตือนบนหน้าจอ

แต่ความกลัว ความรัก ความผิดพลาด และความปรารถนาจะกลับบ้านของมนุษย์ยังแทบไม่เปลี่ยนไป

คริสโตเฟอร์ โนแลนจึงไม่ได้เพียงนำวรรณกรรมเก่าแก่กลับมาสร้างใหม่

เขาหยิบกระจกบานหนึ่งจากโลกโบราณ มาวางไว้ตรงหน้ามนุษย์ยุค AI และทำให้เราเห็นว่า แม้โลกจะเดินทางมาไกลเกือบสามพันปี หัวใจของเราก็ยังคงออกเรืออยู่ในทะเลผืนเดิม

ยังหลงทาง

ยังต่อสู้

และยังไม่หยุดพยายามเดินทางกลับไปหาอิธาคาของตนเอง

เรียบเรียงโดย

ธนรัชต์ คูสมบัติ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง