#Saveทับลาน เสียงแตก NGO ชี้ปัญหาซับซ้อนกว่าเรื่องนายทุน

#Saveทับลาน เสียงแตก NGO ชี้ปัญหาซับซ้อนกว่าเรื่องนายทุน

#saveทับลาน กระหึ่มโซเชียล ขณะที่คนทำงานด้านสิทธิชุมชนและสิทธิที่ดินออกมาชี้เรื่องนี้ไม่ใช่แค่นายทุนรุกป่า แต่เป็นเรื่องการประกาศพื้นที่ป่าทับซ้อนที่ดินทำกินของชาวบ้านด้วย เตือนลงชื่อตามกระแสอาจกระทบสิทธิชาวบ้าน

(9 ก.ค. 67) กระแสรณรงค์ต้านแผน One Map มาแรง ชาวเน็ตใช้แฮชแท็ก #saveทับลาน แสดงความไม่เห็นด้วยกับการใช้แนวเขตที่วัดที่ดินกรมอุทยานปี 2543 เพื่อวางเขตแนวของป่าทับลานใหม่ โดยที่มีการให้เหตุผลในการรณรงค์ในครั้งนี้ว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ที่ในส่วนที่จะถูกตัดออกนั้นตกเป็นของนายทุนที่จะเข้ามาแสวงประโยชน์จากพื้นที่ป่า โดยการรณรงค์นี้มีมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกมาช่วยผลักดันด้วย

ขณะเดียวกันในฝั่งภาคประชาชนก็มีเสียงสะท้อนจากคนทำงานด้านสิทธิชุมชนและสิทธิที่ดินทำกิน ออกมาชี้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในพื้นที่ทับลานไม่ใช่แค่เรื่องนายทุนรุกป่า แต่มีปัญหาเรื่องการประกาศที่อุทยานแห่งชาติทับซ้อนกับที่อยู่ที่ทำกินเดิมของชาวบ้าน เป็นปัญหาที่คนในพื้นที่ต่อสู้มานาน 40 ปีอีกด้วย หากมองเฉพาะเรื่องนายทุนและยืนยันจะใช้เส้นแนวเขตเดิมตามที่มีการรณรงค์กันก็จะเป็นการละเมิดซ้ำชาวบ้านกลุ่มที่ถูกละเมิดสิทธิอยู่เดิม

#Saveทับลาน เสียงแตก NGO ชี้ปัญหาซับซ้อนกว่าเรื่องนายทุน

นายพชร คำชำนาญ แกนนำภาคี #saveบางกลอย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า “กระแสเขียวจัดและรักษ์สิ่งแวดล้อมกำลังทำงานอำพรางความจริงที่ว่าพื้นที่นั้นคือพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่ เป็นพื้นที่ที่มีผู้คนทำกิน และเป็นพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรมเดิมอยู่แล้ว จนภายหลังอุทยานแห่งชาติทับลานมาประกาศทับในปี 2524 โดยไม่กันพื้นที่นั้นออก ตรรกะเดียวกันกับเวลาเราเรียกร้องให้กันพื้นที่ดั้งเดิมของชาวบ้านออก แต่อุทยานฯ ไม่สนใจแล้วประกาศทับ จนเกิดเป็นกรณีการจำกัดสิทธิ ไล่จับชาวบ้าน เผาบ้าน ยัดคดีมหาศาลแบบที่ผ่านมานั่นแหละ

การเมืองระหว่างสองกระทรวงที่ใช้ผู้คนโปรกระแสอนุรักษ์เป็นเครื่องมือ โดยมีประชาชนและผืนป่าเป็นตัวประกัน ซึ่งประชาชนไม่ได้หมายความเพียงผู้คนในอุทยานแห่งชาติทับลานเท่านั้น แต่คือคนในเขตป่าอนุรักษ์ทั่วประเทศที่ถูกกดขี่อยู่ขณะนี้อีกนับล้านคนด้วย 

เริ่มต้นจากกรณีนี้ หากไม่มีการคืนสิทธิให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินมาก่อนจริง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่หลังจากนี้ใครจะรับผิดชอบ เพราะวันหนึ่งกระแสสังคมก็จะเงียบไป ทิ้งไว้แค่ผู้ทุกข์ยากที่แทบไม่เหลือสิทธิและเสียงเรียกร้องความเป็นธรรมใดได้อีก อุทยานฯ จะทับที่ไปอีกชั่วลูกชั่วหลาน

ทั้งหมดนี้ที่กล่าวมาจากใจ คือไม่ได้ปกป้องนายทุนและผู้บุกรุกใหม่ เพียงแต่หมายถึงชาวบ้านที่ถูกรอนสิทธิมาเสมอจากกฎหมายเกี่ยวกับป่าที่ทับลงไปบนหัวเขาครั้งแล้วครั้งเล่า

ขอเพียงฝากไว้ให้คิด ก่อนกระแสรักษ์สิ่งแวดล้อมจะกระทำย่ำยีคนไม่มีปากมีเสียงไปมากกว่านี้

#saveประชาชนที่ถูกอุทยานประกาศทับ”

#Saveทับลาน เสียงแตก NGO ชี้ปัญหาซับซ้อนกว่าเรื่องนายทุน

นอกจากนี้นายพชรยังได้บอกอีกด้วยว่าการลงชื่อเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยผ่านการรับฟังความเห็นออนไลน์โดยคนจากนอกพื้นที่นั้น จะไปกระทบกระบวนการให้ความเห็นของชาวบ้านที่ประสบปัญหาในพื้นที่จริงๆ และกลายเป็นเครื่องมือของรัฐในการยึดที่ชาวบ้าน ซึ่งพอกระแสซาแล้วคนที่ลงชื่อก็แยกย้ายไปสนใจสิ่งอื่น แต่ชาวบ้านต้องอยู่กับปัญหากับกฎหมายของกรมอุทยานไปจนชั่วลูกชั่วหลาน

#Saveทับลาน เสียงแตก NGO ชี้ปัญหาซับซ้อนกว่าเรื่องนายทุน

ทางด้าน ศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า

“สิ่งที่พวกกลุ่มอนุรักษ์ตั้งใจไม่พูดถึงคือ อุทยานแห่งชาติหลายแห่ง จัดตั้งโดยไม่เคยสนใจที่จะสำรวจและกันพื้นที่ทำกินของชาวบ้านที่อยู่มาก่อนออกก่อนที่จะประกาศเป็นเขตป่า สนใจแต่จะเพิ่มพื้นที่ป่าให้มากเข้าไว้ แต่ไม่สนสี่สนแปดว่า ป่าที่จัดตั้งขึ้นนั้นไปแย่งที่ทำกินของใครเขามาบ้าง กลายเป็นชนวนความขัดแย้ง เผชิญหน้าระหว่างรัฐกับชุมชนเรื้อรังมานานหลายทศวรรษ อุทยานแห่งชาติทับลาน ก็เช่นกัน 

การใช้วาทกรรม "ผืนป่าที่ถูกเฉือน" ของกลุ่มอนุรักษ์บางกลุ่ม จึงเป็นการจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อปั่นกระแสเขียวตกขอบในหมู่ชนชั้นกลางอย่างจงใจ ทั้งที่ในความเป็นจริง ผืนดินทำกินของชาวบ้านต่างหากที่ถูกเฉือนไปเซ่นป่าอนุรักษ์มานานหลายสิบปี อุทยานประกาศปี 2524 ชาวบ้านบางกลุ่มอยู่กันมาตั้งแต่ก่อนปี 2515 ด้วยซ้ำไป แบบนี้ไม่เรียกว่าอุทยานบุกรุกที่ชาวบ้าน จะให้เรียกว่าอะไร

การใช้ข้ออ้างเรื่องกลัวกลุ่มทุนจะมาฮุบที่เหมาเข่ง ดังนั้น จึงไม่ควรเพิกถอนป่าที่ไปแย่งชาวบ้านเขามา และคืนสิทธิให้กับเจ้าของที่ดินที่อยู่มาก่อน จึงเป็นตรรกะที่วิบัติมาก 

ที่น่าแปลกคือ สื่อส่วนใหญ่ก็พากันไปกับกระแสเขียวตกขอบ แทบไม่เห็นสื่อไหนที่เสนอข้อเท็จจริงจากชาวบ้านในพื้นที่ นอกจากข่าวนี้ “

#Saveทับลาน เสียงแตก NGO ชี้ปัญหาซับซ้อนกว่าเรื่องนายทุน

ทั้งนี้เมื่อดูรายละเอียดแผนที่ของที่ดินอุทยานที่ต้องส่งมอบให้ สปก. ทั้ง 265,286 ไร่ นั้นจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ

กลุ่ม 1 เนื้อที่ 58,582 ไร่ เนื้อที่ป่าอุทยานทับซ้อนกับที่ดินแนวเขตปฏิรูปในอ.วังน้ำเขียว อ.ครบุรี อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา โดยกรมอุทยานเสนอทางออก 3 แนงทางคือ ให้เพิกถอนคืน สปก., ให้กรมดำเนินตามมติครม.วันที่ 30 มิ.ย.2541 หรือ กรมอุทยานร่วมกับ สพนักงานปฏิรูปที่ดินตรวจสอบและจัดการให้เป็นไปตามแต่ละปัจเจกบุคคลเป็นรายๆไป 

กลุ่มที่ 2 พื้นที่ทับซ้อนกับโครงการจัดสรรที่ดินทำกินแก่ราษฎรยากไร้ ซึ่งเป็นกลุ่มชาวบ้านที่เข้ามาทำกินก่อนที่จะมีการวัดแนวเขตอุทยานกว่า 20 ปี พื้นที่ 59,183 ไร่ ตั้งใน.อ.เสิงสาง อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา และอ.นาคี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งกลุ่มนี้ ทางกรมอุทยานฯ เสนอแนวทางตามมติครม วันที่ 30 มิ.ย. 2541 ซึ่งมีรายละเอียดว่า ให้กรมอุทยานจัดการแนวเขตที่ดินชัดเจน หากพบราษฎรได้เข้ามาครอบครองทำกินในที่ดินก่อนมีการประกาศเขตพื้นที่อุทยานให้ตรวจพิสูจน์สิทธิ์ และกำหนดขอบเขตให้ชัดเจน โดยอนุญาตให้ชาวบ้านอยู่อาศัและทำกินได้ตามความจำเป็นในการดำรงชีวิต 

และกลุ่มที่ 3 กลุ่มนายทุน ที่สร้างรีสอร์ทและบ้านพักตากอากาศ และกลุ่มประชาชนที่ถือครองโดยปกติ ในพิ้นที่อ.วังน้ำเขียว อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา และ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี 152,072 ไร่ ในกลุ่มนี้ กรมอุทยานเสนอเสนอเพิกถอนการครอบครองและดำเนินคกีนายทุน ส่วนประชาชนที่ถือครองให้ใช้หลักการพิจารณาตามมติครม.เหมือนกลุ่มที่ 2

"เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย" #saveทับลาน หลายฝ่ายเริ่มหยิบยกข้อมูลมาโต้

ขณะที่นายภานุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ระบุว่า หากแนววัดที่ดินอุทยานแห่งชาติทับลาน 2543 มีข้อกังวล จะเป็นการนิรโทษกรรมผู้ครอบครองที่ดินแบบเหมาเข่ง เพราะจากข้อมูลสำรวจพบว่า มีคดีบุกรุกพื้นที่ป่าทับลาน 493 คดี จำนวนที่ดิน 8,830 ไร่ ซึ่งมีทั้งชาวบ้านและนายทุน จึงแนะนำให้พิจารณาออกเอกสารตรวจเป็นรายๆไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง