กรมควบคุมโรค เปิด 4 วิธี ป้องกันการบาดเจ็บจากพลุดอกไม้ไฟ

กรมควบคุมโรค เปิด 4 วิธี ป้องกันการบาดเจ็บจากพลุดอกไม้ไฟ เผยสถิติช่วงลอยกระทงย้อนหลัง 3 ปี มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 112 ราย เด็กสุดอายุ 15 ปี
(22พ.ย.66) นายสัตวแพทย์ชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เนื่องในเทศกาลวันลอยกระทง ประเพณีสำคัญของไทย ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 27 พฤศจิกายน 2566 รัฐบาลมีความห่วงใยความปลอดภัยของประชาชน ขอให้ระมัดระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในเทศกาลลอยกระทง โดยขอให้ยึดหลัก “ไม่เมา ไม่เก็บ ไม่ปล่อยเด็กตามลำพัง” ตามคำแนะนำของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข คือ
- ไม่ดื่มสุรา
- ไม่เก็บ คือ อย่าลงน้ำไปเก็บกระทงหรือเงินในกระทง เพราะอาจเสี่ยงจมน้ำและเสียชีวิตได้
- ไม่ปล่อยเด็กไว้ตามลำพัง เพิ่มความระมัดระวังเมื่อนำเด็กเข้าใกล้แหล่งน้ำ โดยเฉพาะเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 3 ปีต้องอยู่ในระยะที่เอื้อมถึง ส่วนเด็กอายุ 3 - 5 ปี ต้องอยู่ในระยะที่มองเห็นและเข้าถึงตัวได้โดยเร็ว ไม่ปล่อยให้เด็กไปลอยกระทงกันเองตามลำพังแม้จะอยู่บนฝั่งเพราะอาจพลัดตกหรือลื่นได้ หากมีการโดยสารเรือให้สวมเสื้อชูชีพทุกครั้งทั้งผู้ใหญ่และเด็ก และระมัดระวังการบาดเจ็บจากพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟ เพราะอาจเกิดอันตรายได้
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า เทศกาลวันลอยกระทงเป็นวันที่ประชาชนจะเดินทางไปลอยกระทง ทำให้จำนวนรถบนถนนมีเพิ่มมากโดยเฉพาะช่วงเวลาเย็น ซึ่งข้อห่วงใยคือการฉลองส่วนใหญ่มักหนีไม่พ้นการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับรถ ส่งผลให้การควบคุมตนเองและสมาธิในการขับขี่ลดน้อยลง เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและมีความรุนแรงสูง นำมาซึ่งการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน จึงขอให้ประชาชนผู้ใช้รถได้ลดละเลิกพฤติกรรมเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลลอยกระทง ตรวจสอบสภาพรถให้พร้อมใช้งาน ศึกษาเส้นทางให้รอบคอบ และควรออกเดินทางก่อนเวลาเพื่อเลี่ยงจราจรติดขัด เพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ ไม่ขับเร็วเกินกำหนด ไม่ดื่มสุราหากต้องขับรถ ปฏิบัติตามกฎจราจร และผู้ที่เดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกนิรภัยทั้งผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้าย เพื่อให้ทุกคนได้เที่ยววันลอยกระทงอย่างสนุกและปลอดภัย
“รัฐบาลห่วงใยความปลอดภัยของประชาชนที่ออกมาเที่ยวงานลอยกระทง โดยขอย้ำให้หน่วยงานที่จัดเตรียมพื้นที่ลอยกระทง มีความเข้มข้นในมาตรการรักษาความปลอดภัย กำหนดพื้นที่/บริเวณสำหรับลอยกระทงให้ชัดเจน โดยเว้นระยะห่าง จัดให้มีแสงสว่างอย่างเพียงพอ ต้องทำรั้วหรือสิ่งกั้นขวางเพื่อป้องกันเด็กตกลงไปในน้ำ เตรียมอุปกรณ์สำหรับช่วยคนตกน้ำไว้บริเวณแหล่งน้ำเป็นระยะ ๆ เช่น ห่วงชูชีพ ถังแกลลอน เชือก ไม้ และเขียนป้ายบอกวิธีการใช้ จัดเตรียมเสื้อชูชีพให้เพียงพอ จัดให้มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลสอดส่องและช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ช่วยกันดูแลไม่ให้เกิดการฝ่าฝืนที่เสี่ยงต่ออันตรายใด ๆ รวมทั้งขอความร่วมมือประชาชนไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ลงน้ำไปเก็บเหรียญในกระทงเพราะน้ำเย็นอาจทำให้เป็นตะคริวเสี่ยงจมน้ำได้ รวมทั้งผู้ปกครองควรดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิด เมื่อพาเด็กไปลอยกระทงไม่ปล่อยเด็กให้คลาดสายตา เพราะเพียงแค่ชั่วพริบตาเด็กก็อาจตกน้ำได้ ขอให้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก เพื่อให้ทุกคนได้ร่วมสืบสานประเพณีลอยกระทงอย่างสนุกสนานรื่นเริงและปลอดภัย” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
สำหรับข้อมูลระบบเฝ้าระวังการบาดเจ็บของกรมควบคุมโรค ช่วงวันลอยกระทง 3 วัน (ก่อน ระหว่าง และหลังวันลอยกระทง) ในปี 2563 - 2565 พบว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บรุนแรงจากพลุ ประทัด และดอกไม้ไฟ จำนวน 112 ราย กลุ่มอายุที่พบมากสุด คือ 15 - 29 ปี ร้อยละ 32.1 รองลงมาเป็นกลุ่มเด็กอายุ 1 - 14 ปี ร้อยละ 25.9 โดยอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงมากที่สุด คือ ข้อมือและมือ ร้อยละ 36.6 รองลงมา คือ ศีรษะ ร้อยละ 17 ส่วนใหญ่มีแผลเปิดที่ศีรษะ ร้อยละ 42.1 และได้รับบาดเจ็บที่ตา ร้อยละ 26.3
โดยกรมควบคุมโรค มีคำแนะนำในการป้องกันการบาดเจ็บจากพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟ มีดังนี้
- ไม่ควรให้เด็กจุดพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟด้วยตนเอง และไม่ควรอยู่ใกล้บริเวณดังกล่าว
- สอนให้เด็กรู้ว่าพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟ ไม่ใช่ของเล่น แต่เป็นสิ่งที่อันตราย อาจก่อให้เกิดอันตรายได้
- ไม่ควรเก็บพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟที่จุดแล้วไม่ติดมาเล่น หรือจุดซ้ำเด็ดขาด เพราะอาจเกิดการระเบิดได้
- หากจำเป็นต้องจุดพลุ ประทัด ดอกไม้ไฟ ในงานพิธีต่าง ๆ ควรอ่านคำแนะนำอย่างละเอียดและอยู่ห่างอย่างน้อย 1 ช่วงแขน
หากมีข้อสงสัย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422




