โบสถ์หินภูเขาไฟทรงอินเดียแห่งเดียวในไทยทรุดโทรม วัดขาดปัจจัยบูรณะ

พบอุโบสถสวยแปลกตา ในพื้นที่ อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา สร้างในสถาปัตยกรรมแบบวิหารอินเดีย ด้วยหินภูเขาไฟ อายุกว่า 30 ปี แต่ทางวัดต้องปิดไว้ห้ามเข้าชม เพราะวิหารเริ่มทรุดโทรม วัดไม่มีปัจจัยมาซ่อมแซม หวั่นจะถล่มเข้าสักวันหนึ่ง
(1 เม.ย. 67) ผู้สื่อข่าว จ.นครราชสีมา รายงานว่า ที่วัดแหลมทองศรีวราราม ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านแหลมทอง หมู่ที่ 3 ต.แหลมทอง อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา มีพระอุโบสถที่มีความแปลกแตกต่างจากพระอุโบสถทั่วไป และมีความสวยงามเด่นสะดุดตา เนื่องจากโครงสร้างของตัวพระอุโบสถนั้น ลักษณะคล้ายกับวิหารของประเทศอินเดีย
และที่สำคัญวัสดุที่นำมาใช้ในการก่อสร้างโบสถ์นั้นส่วนใหญ่จะเป็นหินสีแดง มีลักษณะพรุน จำนวนหลายร้อยตัน ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า หินภูเขาไฟ ใช้เป็นส่วนประกอบของผนังและเพดานตัวพระอุโบสถ ทำให้ได้เห็นมุมของความสวยงามในอีกมิติหนึ่ง

ประกอบกับบรรยากาศรอบบริเวณวัดที่มีความร่มรื่นของต้นไม้นานาชนิด จึงทำให้พระอุโบสถหลังนี้ดูเด่นเข้มขลังเพิ่มมากขึ้น เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจ ที่ควรจะมาเก็บภาพไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งพระอุโบสถหินภูเขาไฟสไตล์อินเดียที่สร้างจากหินภูเขาไฟแห่งนี้ถือเป็นแห่งเดียวที่มีอยู่ในประเทศไทย ที่ตอนนี้เริ่มชำรุดทรุดโทรมลงอย่างมาก เพราะขาดปัจจัยมาบูรณะซ่อมแซมให้อยู่ในความสมบูรณ์
พระอาจารย์อานนท์ โสภณจิตโต รองเจ้าอาวาสวัดแหลมทองศรีวราราม บอกว่า พระอุโบสถหลังนี้ เริ่มดำเนินการก่อสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 ซึ่งตอนที่เริ่มก่อสร้างตัวเองยังเป็นเด็กเล็กๆ โดยก่อสร้างตามแบบที่ทางพระราชวิมลโมลี อดีตเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมา สรรหามาให้โดยยึดเอาแบบมาจากประเทศอินเดีย

ประกอบกับในพื้นที่นั้นมีหินภูเขาเป็นจำนวนมาก ทางชาวบ้านจึงช่วยกันขนมาใช้เป็นวัสดุที่นำมาประกอบการก่อสร้าง ซึ่งถือเป็นการประหยัดงบประมาณ และใช้วัสดุที่มีอยู่ตามธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อีกทั้งยังได้ความรักความสามัคคีกันระหว่างชาวบ้านในชุมชนอีกด้วย ซึ่งมาถึงวันนี้ใช้เวลาก่อสร้างมานานกว่า 30 ปีแล้ว
แต่ด้วยความที่มานานและไม่ได้มีการสานงานอย่างต่อเนื่อง เพราะเจ้าอาวาสที่เริ่มนำสร้างก็มรณภาพไปแล้วหลายท่าน จึงทำให้พระอุโบสถแห่งนี้ทรุดโทรมและเริ่มพังไปหลายจุด โดยเฉพาะบริเวณเพดานของพระอุโบสถ ที่ตอนนี้เริ่มหลุดร่อนเนื่องจากตากฟ้าตากฝนมานาน

จึงจำเป็นต้องปิดไม่ได้เปิดให้ใครเข้าไปชมภายในตัวพระอุโบสถเกรงว่าจะเกิดอันตราย เพราะทางวัดก็ไม่มีปัจจัยที่จะมาดำเนินการบูรณะซ่อมแซมได้ เนื่องจากเป็นวัดเล็กๆ กฐินแต่ละปีก็ได้ไม่กี่แสน ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี เพราะที่ผ่านมาก็ยังไม่มีใครอาสาเป็นเจ้าภาพมาดำเนินการให้ก็คงต้องปล่อยให้อยู่อย่างนี้ไปก่อนแม้ว่าอยากจะบูรณซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ตามปกติก็ตาม
ทั้งนี้หากท่านใดมีจิตศรัทธาอยากที่จะร่วมบูรณะซ่อมแซมพระอุโบสถหลังนี้ สามารถติดต่อโดยตรงได้ที่ทางพระอาจารย์อานนท์ โสภณจิตโต รองเจ้าอาวาสวัดแหลมทองศรีวราราม หมายเลขโทรศัพท์ 0622599053




