พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร “มือปราบขุนดง” ผู้ไม่เคยเกรงกลัวใคร

ข่าวเวิร์คพอยท์
พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร “มือปราบขุนดง” ผู้ไม่เคยเกรงกลัวใคร

เปิดประวัตินายตำรวจสายบู๊ “พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร” จากอดีตเด็กเกเรที่ตำรวจต้องการตัว สู่มือปราบเจ้าของฉายา “มือปราบขุนดง” ที่พร้อมท้าชนเสมอ

สำหรับใครที่ติดตามข่าวสารแวดวงสีกากีคงไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อของ “ท่านเรวัช” พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร อดีตผู้บัญชาการปราบปรามยาเสพติดที่มักออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับคดีหรือประเด็นต่างๆ อย่างเผ็ดร้อน ตรงไปตรงมา แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่ามือปราบชื่อกระฉ่อนรายนี้ก็เคยมีช่วงเวลาสมัยวัยรุ่นที่เป็นเด็กเกเรระดับตำรวจต้องการตัวมาแล้ว!

พล.ต.ท.เรวัช ตามเอกสารราชการแล้วเกิดเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2499 แต่หากดูจากการจดบันทึกของคุณแม่ มีการระบุวันเกิดที่แท้จริงไว้ว่าเกิดวันที่ 10 ก.พ. 2498 ชื่อเล่นว่าโจ พื้นเพเป็นเป็นชาว ต.พนมเศษ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ เกิดมาในตระกูลที่มีกิจการโรงสีข้าว

ชีวิตพลิกผันครั้งแรกของ พล.ต.ท.เรวัช เกิดขึ้นเมื่อเรียนอยู่ชั้น ป.5 เมื่อมีกลุ่มโจรบุกเข้ามารุมฆ่าคุณตาจนเสียชีวิต ญาติๆ โกรธแค้นจนตั้งรางวัลนำจับโจรกลุ่มนี้ในราคาหัวละ 5,000 บาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่น้อยสำหรับในสมัยนั้น

พล.ต.ท.เรวัช เองก็ต้องกลายไปเป็นพยานปากสำคัญในคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้น ทำให้ชีวิตของเขาไม่ปลอดภัย ถูกตามดักฆ่าจนไม่สามารถไปโรงเรียนได้ อยู่บ้านแบบปกติก็ไม่ได้ คุณอาคนหนึ่งได้ให้ปืน .38 มาพกติดตัวไว้เพื่อป้องกันตัว และถึงที่สุดเขาถึงกับต้องโยกย้ายไปพักอาศัยอยู่กับอาเขยในค่ายทหารจิรประวัติ เนื่องจากถูกตามรังควานไม่เลิก

พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร “มือปราบขุนดง” ผู้ไม่เคยเกรงกลัวใคร

จากนั้นในช่วงมัธยม เข้าสู่วัยหัวเลี้ยวหัวต่อ พล.ต.ท.เรวัช เป็นเด็กหนุ่มที่เรียกได้ว่าใช้ชีวิตในเส้นทางของเด็กเกเร ตอนขึ้นชั้นมัธยม 4 ด้วยความที่เป็นเด็กที่เรียนไม่เก่งนัก นักเรียนชายเรวัชก็ถูกไล่ออกจากโรงเรียน พอย้ายไปเรียนด้านเกษตรก็ไปมีเรื่องมีราวทำร้ายร่างกาย พอย้ายไปเรียนวิทยาลัยครูก็มีเรื่องกับคนอื่นจนถูกไล่ยิง ถูกไล่ออกอีกครั้ง คราวนี้ต้องหนีตำรวจไปอยู่ในไร่ทานตะวัน ที่จังหวัดกำแพงเพชร ได้เงินจากการทำไร่มาก็ต้องซื้ออาวุธไว้ป้องกันตัว แต่ระหว่างนั้นเขาก็หันกลับมาอ่านหนังสือ แล้วใช้วุฒิมัธยม 3 ไปสมัครสอบเป็นครูผู้ช่วย เริ่มทำงานเดือนแรกได้เงิน 1,050 บาท

ก่อนที่จะย้ายสายไปเป็นเสมียนที่อำเภอวัดสิงห์ จ.ชัยนาท แล้วสอบเป็นปลัดอำเภอได้ในช่วงปี 2521 ยุคนั้นเป็นยุคก่อนป่าแตก ภัยคุกคามใหญ่ของราชการไทยคือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและแนวร่วม พล.ต.ท.เรวัช ในขณะนั้นโดยตำแหน่งเป็นปลัดอำเภอ แต่หน้าที่ความรับผิดชอบอีกอย่างคือคอยติดตามและคุ้มกันความปลอดภัยในกับนายอำเภอในขณะนั้น และเคยต้องยิงต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์หลายต่อหลายครั้ง

หลังจากที่เรียนจบปริญญาตรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง พล.ต.ท.เรวัชก็เปลี่ยนเส้นทางชีวิตอีกครั้งด้วยการไปสมัครเป็นตำรวจสังกัดกำลังพลตำแหน่งรองสารวัตรแผนกความชอบพิเศษ และเมื่อเรียนจบปริญญาโททางด้านอาชญวิทยา นายตำรวจหนุ่มได้ปรับวุฒิติดยศ ร.ต.อ. และเมื่อปี 2528 ก็ขอย้ายไปประจำที่โรงพักชัยบาดาล จ.ลพบุรี พื้นที่ที่ใครก็ขนานนามว่าเป็น “ดงโจร”

ด้วยความหลังที่ฝังใจกับกลุ่มโจรและผู้มีอิทธิพล ที่ตามรังควานชีวิตของเขามาตั้งแต่ยังเป็นเด็กชาย ทำให้ ร.ต.อ.เรวิช ในขณะนั้นทำผลงานการปราบปรามโจรผู้ร้ายในพื้นที่ได้เป็นจำนวนมาก เมื่อผู้บังคับบัญชาเห็นจึงแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าชุดขุนดง อันเป็นที่มาของฉายา “มือปราบขุนดง” ที่สื่อสมัยนั้นใช้เรียกเขานั่นเอง

แต่เพราะผลงานการเข้าทลายรังของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่รายหนึ่ง แม้ว่าจะยึดอาวุธปืนของกลางมาได้เป็นจำนวนมาก แต่กลับกลายเป็นว่านายตำรวจหนุ่มไฟแรงต้องถูกเด้งออกจากพื้นที่ภายใน 24 ชั่วโมง เพราะผู้มีอิทธิพลรายนั้นมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้น เป็นนายทุนที่หนุนหลังนักการเมืองอยู่

เหตุดังกล่าวทำให้เขาต้องย้ายไปสังกัด สภ.เมืองกาญจนบุรี และถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าพื้นที่ลพบุรีและสระบุรีอีก แต่ถึงอย่างนั้นนายตำรวจหนุ่มก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทำงานปราบปรามเหล่าโจรผู้ร้าย แต่ทำอยู่ 12 ปี ยังคงติดอยู่ที่ตำแหน่งรองสารวัตร ไม่ได้ขยับขึ้นสารวัตรสักที เมื่อสบโอกาสได้พบกับ พล.ต.อ.สนั่น ตู้จินดา ซึ่งในสมัยนั้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธร 1 ว่าตนเองมีความชั่วตรงไหน เหตุใดจึงไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง หลังจากนั้นจึงได้ขยับขึ้นเป็นสารวัตรงานสอบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี เขต 2

พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร “มือปราบขุนดง” ผู้ไม่เคยเกรงกลัวใคร

จนกระทั่งปี 2536 สังคมไทยถูกเขย่าด้วยข่าวคดีสะเทือนขวัญเมื่อมีผู้พบร่างไร้วิญญาณของ “ศยามล ลาภก่อเกียรติ” อดีตผู้ช่วยพยาบาลวัย 30 ถูกแทงและรัดคอจนเสียชีวิตอยู่ภายในรถของเธอเอง โดยที่มีลูกสาวที่ขณะนั้นอายุเพียง 2 ขวบเศษๆ นั่งร้องเรียกพยายามปลุกแม่ให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

“คดีศยามล” จบลงแบบที่ทุกคนอาจจะจำได้ คือ นพ.บัณฑิต โฆษิตชัยวัฒน์ หมอหนุ่มโรงพยาบาลหัวหิน อดีตสามีของศยามล เป็นคนที่อยู่เบื้องหลังจ้างวานฆ่าในครั้งนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่น้อยคนอาจจะรู้ก็คือ พล.ต.ท.เรวัช ซึ่งขณะนั้นมีตำแหน่งเป็นเป็นสารวัตรสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี พื้นที่ที่เกิดเหตุเป็นคนที่มีส่วนสำคัญในการคัดค้านการสั่งฟ้อง 1 ในผู้ต้องสงสัยว่าร่วมทีมฆาตกรรมถึงแม้ว่าจะมีการตรวจพบลายนิ้วมือตรงกับที่เก็บได้ในที่เกิดเหตุถึง 13 จุด

ผู้ต้องสงสัยรายดังกล่าวคือ ส.ต.อ.แผ่ว ภูเต็ง ขณะนั้นเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 14 สังกัดค่ายพระมงกุฎเกล้า จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่มีทั้งหลักฐานลายนิ้วมือและการชี้ตัวจากลูกสาวของศยามล แต่ พล.ต.ท.เรวัช ยังมีความคลางแคลงใจและมีการเรียกตัว ส.ต.อ.แผ่ว มาสอบเพิ่ม จนได้ความว่าในวันที่เกิดเหตุเจ้าตัวดื่มเหล้าอยู่กับเพื่อในค่าย ตชด.

เมื่อตรวจสอบคำให้การเพื่อน รวมถึงตรวจสอบจุดที่นั่งดื่ม ตรวจสอบขวดเหล้าที่ถูกนำไปทิ้ง พบว่าตรงตามคำพูดของ ส.ต.อ.แผ่ว ทุกประการ พล.ต.ท.เรวัช จึงคัดค้านการสั่งฟ้องต่อศาล เพรายึดถือในหลักการว่าถ้าจับผิดตัวนั้นบาป สู้จับไม่ได้เลยยังดีกว่า

ในตอนนั้น พล.ต.ท.เรวัช ถูกโจมตีว่ารับเงินจาก นพ.บัณฑิตมาเพื่อล้มคดี ผู้บังคับบัญชาของเขาก็ต่อว่าใหญ่โต พล.ต.ท.เรวัชทำคดีนี้อยู่ 2 เดือน จนแนวทางการสืบสวนชี้ว่านายบรรจบ นิลห้อย เพื่อนของ ส.ต.อ.แผ่ว เป็น 1 ในผู้ต้องสงสัยทีมสังหาร แต่ยังไม่มีหลักฐานชี้ชัด จึงได้ติดไมค์ดักฟังที่บ้านของเมียน้อยนายบรรจบ ก่อนที่จะสามารถขยายผลเอาผิดหมอบัณฑิตและทีมสังหารทั้งหมดได้ในที่สุด คดีของ ส.ต.อ.แผ่ว นั้นในภาพหลังถูกนำไปเป็นกรณีศึกษาในตำราเรียนของโรงเรียนนายร้อยตำรวจด้วย

พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร “มือปราบขุนดง” ผู้ไม่เคยเกรงกลัวใคร

นอกจากนี้ พล.ต.ท.เรวัช ยังทำคดีใหญ่อีกหลายคดี เช่น คดีสังหาร นายเจริฐ วัดอักษร แกนนำชาวบ้านต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าบ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ พล.ต.ท.วงกต มณีรินทร์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางในขณะนั้น สั่งหารให้ พล.ต.ท.เรวัช ลงไปช่วยการสืบสวนของ พล.ต.ต.วินัย ทองสอง ผู้บังคับการปราบปราม เนื่องจากเห็นว่าเป็นผู้ชำนาญในพื้นที่ และนำไปสู่นำไปสู่การจับกุมนายเสน่ห์ เหล็กล้วน นายประจวบ หินแก้ว นายธนูหินแก้ว นายมาโนช หินแก้ว อดีตสมาชิกสภาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และนายเจือ หินแก้ว อดีตกำนันตำบลบ่อนอก

หรือกรณีจับตาย ส.ต.ท.ชัยวัฒน์ กำไล อดีตตำรวจสังกัดตำรวจภูธรภาค 7 ที่มีชื่อเป็นมือปืนลำดับที่ 5 ในบัญชีดำของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ พล.ต.ท.เรวัช ติดตามไปจับกุมตัว และเกิดการยิงต่อสู้กัน ก่อนที่คนร้ายจะถูกคมกระสุนปลิดชีพไป

นอกจากเรื่องของความชำนาญในพื้นที่และความเชี่ยวชาญด้านอาชญวิทยาแล้ว พล.ต.ท.เรวัชยังเคยให้สัมภาษณ์ไว้ถึงคาถาประจำตัวที่ใช้เพื่อเสริมกำลังใจในการปฏิบัติงาน เป็นคาถาที่ท่องว่า “นะอุด โมอัด พุทยัติ ธายัน ยะกันเข้าไว้ แคล้วคลาดปลอดภัย นะโมพุทธายะ พระสยามปกเกล้า” คาถานี้เป็นคาถาที่คุณพ่อของ พล.ต.ท.เรวัช เป็นคนสอนไว้

และมีการเปิดเผยถึงเครื่องรางของขลังที่พกติดตัว เป็นรูปของพ่อแม่ และเหรียญในหลวงรัชกาลที่ 9 ชื่อ “เหรียญนั่งบัลลังก์ปี 39” ที่กระทรวงมหาดไทยจัดสร้างขึ้น เพื่อฉลองครองราชย์ 50 ปี นอกจากนี้ ยังพก “มีดหมอ” ของ 2 เกจิอาจารย์ คือ มีดหมอหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ และ มีดหมอหลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว อีกด้วย

จุดสูงสุดในชีวิตการรับราชการของ พล.ต.ท.เรวัช คือ ได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2557 สืบต่อจาก พล.ต.ท. สุรพล ทวนทอง ที่ขยับขึ้นไปดำรงตำแหน่งจเรตำรวจ พร้อมกับรับพระราชทานยศ พล.ต.ท.ก่อนจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 ก.ย. 2559

พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร “มือปราบขุนดง” ผู้ไม่เคยเกรงกลัวใคร

ที่มา:

https://www.cops-magazine.com/topic/32862/

https://www.komchadluek.net/amulet/539712

https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/2025155.pdf

https://pantip.com/topic/35927909 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร “มือปราบขุนดง” ผู้ไม่เคยเกรงกลัวใคร | Workpoint News