ไทยจับตา"ไข้หวัดนก" H5N1 หลังพบผู้ป่วยในสหรัฐฯ 2ราย

ไทยจับตา"ไข้หวัดนก" H5N1 หลังพบผู้ป่วยในสหรัฐฯ 2ราย เผยอาการของโรค พร้อมแนะ 5 ข้อป้องกัน
(25พ.ค.67) นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 2 เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ติดตามตรวจสอบข้อมูลกรณีมีรายงานข่าวจากประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส"ไข้หวัดนก" H5N1 จำนวน 2 ราย เป็นเกษตรกรที่ทำงานในฟาร์มโคนม
โดยรายแรกมีรายงานพบที่รัฐเท็กซัส เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2567 และล่าสุดมีรายงานผู้ป่วยรายที่ 2 ที่รัฐมิชิแกน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 โดยผู้ป่วยทั้งคู่มีอาการตาแดงอักเสบ แต่ไม่มีอาการทางเดินหายใจ ปัจจุบันผู้ป่วยหายดีแล้วเพราะอาการไม่รุนแรง
จากการสอบสวนโรคคาดว่าติดเชื้อ"ไข้หวัดนก" H5N1 จากการสัมผัสสารคัดหลั่งของโคนมในฟาร์มที่กำลังป่วย เนื่องจากมีการระบาดของ"ไข้หวัดนก"ในฟาร์มโคนมหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา
ทั้งนี้ศูนย์ป้องกันควบคุมโรคสหรัฐอเมริกา หรือ US CDC ได้ออกประกาศแจ้งเตือนโรคไข้หวัดนก โดยให้คำแนะนำเกี่ยวกับมาตรการลดการสัมผัสเชื้อในกลุ่มคนงานในฟาร์ม เพิ่มมาตรการเฝ้าระวังในผู้ที่มีอาชีพเสี่ยง ย้ำให้บุคลากรสาธารณสุขเพิ่มการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่สัมผัสกับสัตว์ที่สงสัยว่าติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และส่งตัวอย่างตรวจทางห้องปฏิบัติการทันทีหากพบผู้ที่มีอาการสงสัยไข้หวัดนก
นายแพทย์โสภณ กล่าวต่อว่า สำหรับประเทศไทยมีความร่วมมือสุขภาพหนึ่งเดียวในการเฝ้าระวังป้องกันโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน รวมทั้งโรคไข้หวัดนก โดยมีการเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกอย่างต่อเนื่องทั้งในสัตว์ปีกและในคน ซึ่งพบผู้ป่วยรายสุดท้ายตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 และไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้ในโคนมในประเทศไทย อย่างไรก็ตามได้เน้นย้ำให้เกษตรกรสังเกตอาการป่วยของสัตว์ที่เลี้ยง และหากมีอาการป่วยหลังทำงานกับสัตว์ ให้รีบพบแพทย์เพื่อการตรวจวินิจฉัย
นายแพทย์โสภณ กล่าวอีกว่า โดยจากการประเมินความเสี่ยงของประเทศไทย ปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำมาก เนื่องจากสถานการณ์ไข้หวัดนกครั้งนี้ถูกจำกัดพื้นที่อยู่ในสหรัฐฯ และไม่มีการนำเข้าโคจากประเทศที่มีการระบาดของโรค แต่เนื่องจากมีการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศเพื่อนบ้าน จึงมีคำแนะนำประชาชนในการป้องกันโรค ดังนี้
- ให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ปีกที่มีอาการป่วยหรือตาย
- ล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำและสบู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสัมผัสสัตว์และสิ่งคัดหลั่งของสัตว์
- ไม่นำมือที่เปื้อนมาสัมผัสใบหน้า จมูก ตาและปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจับต้องเนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ และเปลือกไข่ที่เปื้อนมูลสัตว์
- หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ใกล้บ้านทันทีเพื่อฝังกลบให้ถูกวิธี
- ห้ามนำซากสัตว์ปีกที่ป่วยตายมาปรุงอาหารเด็ดขาด




