'สิทธิประกันตัวไม่ทั่วถึง' เมื่อประชาชนธรรมดากลายเป็นผู้ต้องหาคดี ม.112

'สิทธิประกันตัวไม่ทั่วถึง' เมื่อประชาชนธรรมดากลายเป็นผู้ต้องหาคดี ม.112
รายงานพิเศษ : อานนท์ ทนายความเปื้อนฝุ่น 'นักสู้ 2 สถานะ'
รายงานพิเศษ : “นิติสงคราม หยุด!! ด้วยหลักนิติธรรม และนิรโทษกรรม”
จากบทความที่แล้ว ได้บอกเล่าเรื่องราวของนายอานนท์ นำภาพ ทนายความสิทธิมนุษยชนที่ตกเป็นจำเลยและทนายความ 2 สถานะในคนเดียวกัน เมื่อการแสดงความคิดเห็นทางการเมือถูกตามด้วยถูกแจ้งข้อหาคดีต่างๆ ไม่เพียงแค่อานนท์หรือแกนนำ แต่มีประชาชนธรรมดา ที่แสดงความคิดเห็นทางการเมือง และสถาบันถูกแจ้งข้อหาด้วย
ข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้จัดทำสถิติพบว่า สถิติประชาชนถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ตั้งแต่ ก.ค. 2563- 30 ก.ย. 2566 มีประชาชนที่ถูกดำเนินคดีจากสถานการณ์ชุมนุมและการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง 1,928 คน ในจำนวน 1,249 คดี
-เด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 286 ราย ใน 216 คดี
-สำหรับสถิติการดำเนินคดี แยกตามข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่
1. ข้อหา “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 258 คน จาก 280 คดี
2. ข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 130 คน จาก 41 คดี
3. ข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 1,469 คน จาก 663 คดี
4. ข้อหาตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 177 คน จาก 88 คดี
5. ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มีผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 186 คน จาก 205 คดี
6. ข้อหาละเมิดอำนาจศาล อย่างน้อย 36 คน ใน 20 คดี และคดีดูหมิ่นศาล อย่างน้อย 34 คน ใน 10 คดี
ศูนย์ทนายความฯ ระบุว่า ในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ผู้ต้องหาในคดี ม.112 มีแนวโน้มที่ศาลสั่งจำคุกโดยไม่รอลงอาญามากขึ้น ไม่ว่าจะรับสารภาพหรือต่อสู้คดี และยังไม่ได้รับสิทธิประกันตัวด้วยโดยศาลให้เหตุผลคล้ายกัน คือ เกรงว่า จำเลยจะหลบหนี เป็นผลให้การต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ทำได้ยากมากขึ้น
ฟางเส้นสุดท้ายของวารุณี ชีวิตที่ต้องแลกอิสรภาพ

ภาพ :วารุณี ผู้ต้องหาขังคดี ม.112
เทียนวันเกิดที่ถูกจุดหน้าทัณฑสถานหญิงกลางเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา เป็นการอวยพรวันเกิดครบรอบ 32 ปีให้วารุณี ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112. วารุณี คือผู้หญิงธรรมดา ประชาชนทั่วไปที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันและการทางเมืองผ่านเฟสบุ๊คของเธอเป็นประจำ ซึ่งเป็นการแสดงออกตามสิทธิรัฐธรรมนูญ แต่วันหนึ่งมีคนแจ้งความเธอหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เป็นผลให้เธอต่อสู้คดีมาหลายปี กระทั่งวันที่ 28 มิถุนายน 2566 ศาลพิพากษาให้วารุณีต้องจำคุก 3 ปี แต่วารุณสารภาพ ลดโทษเหลือ 1 ปี 6 เดือน ระหว่างนั้นทนายความได้ยื่นขอประกันตัว 7 ครั้ง แบ่งเป็นชั้นอุทธรณ์ 5 ครั้ง และชั้นฎีกา 2 ครั้ง แต่เธอไม่ได้รับการประกันตัว วารุณีประกาศอดอาหาร และยกระดับเป็นการปฏิเสธ อาหาร น้ำและยา เพื่อแสดงให้เห็นว่า เธอไม่ได้รับความยุติธรรม เธอได้ออกแถลงการณ์ ว่านี่คือ “ฟางเส้นสุดท้าย”
“คำสั่งไม่ให้ประกันของศาลอุทธรณ์ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา เป็นฟางเส้นสุดท้ายของน้ำแล้วค่ะ น้ำไม่สนใจแล้วว่าศาลฎีกาจะพิจารณาคำร้องขอประกันตัวว่ายังไงอีกแล้ว หากศษลไม่ให้น้ำออกมาดีๆ น้ำก็จะหาวิธีออกมาด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการออกมาแบบครบ 32หรือ ออกมาโดยมี ผ้าขาวคลุมตัว”


ภาพ : แถลงการณ์อดอาหารของวารุณี 21 ต.ค.2566
น้องสาววารุณี อธิบายถึงรูปร่างพี่สาวในครั้งสุดท้ายที่เข้าไปเยี่ยม ว่าวารุณีน้ำหนักตัวลดลง จากเดิมเป็นคนที่ผอมอยู่แล้วน้ำหนักประมาณ 39 กิโลกรัม แต่ตอนนี้ถ้าดูจากสายตา วารุณีน้ำหนัก 33 กิโลกรัม การเคลื่อนไหวที่ช้าลง และการพูดที่ช้าลงทำให้ครอบครัวโดยเฉพาะพ่อเป็นห่วงเธอมาก แต่ทุกคนในครอบครัวไม่สามาถห้ามวารุณีเพราะเข้าใจและยอมรับการตัดสินใจของวารุณี
“เหมือนเขารู้สึกว่าเขาอยู่ข้างในมันทำอะไรไม่ได้เลย ไม่มีวิธีไหนที่แสดงอะไรได้เลย ต้องรอทนายให้ข้างนอกช่วย ไม่มีวิธีไหนนอกจากวิธีนี้ ตอนที่เขาอดอาหาร ไม่ได้สนอะไรแล้ว เขารู้สึกว่าเขาไม่ได้ความยุติธรรมมากๆ เขาสนใจว่ามีเพียงแค่ทางนี้ทางเดียวที่จะทำได้ แต่เหมือนเขาหวังอยู่บ้างว่า ศาลจะให้ความยุติธรรมกับเขาบ้าง”

ภาพ : วารุณี ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112
ล่าสุดนี้ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2566 วารุณีได้ตัดสินใจยุติการอดอาหาร และเขียนแถลงการณ์ถึงเหตุผลดังนี้ “หลังจากอดอาหารมาระยะหนึ่ง แต่ศาลก็ยังคงยืนยันคำสั่งไม่ให้ประกันตัว ตลอดการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลราชทัณฑ์ ทำให้เราได้เห็นผู้ต้องขังหลายคนเสียชีวิตในขณะที่ยังเป็น ‘นักโทษ’ อยู่ แม้แต่ในช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตพวกเขาก็ยังคงไร้ซึ่งอิสรภาพการได้เห็นญาติของคนที่จากไปร้องไห้เสียใจจนใจแทบขาด ทำให้เราคิดได้ว่าถ้าเราตายไปตอนนี้จะเท่ากับว่าเราลาจากครอบครัวและคนที่เรารักไปตลอดกาล สิ่งที่ได้กลับมาคงจะมีแต่ความโศกเศร้าของคนที่รักเรา เราคงจะไม่มีโอกาสได้เห็นประชาธิปไตยเต็มใบ คงหมดโอกาสได้เห็นประเทศพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น
เพื่อน ๆ ผู้ต้องขังทางการเมืองหลายคนให้กำลังใจและบอกกับเราว่าไม่ควรเอาชีวิตมาแลกกับสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรจะได้ตั้งแต่แรกด้วยซ้ำแบบนี้
……….ต่อให้เราสู้ด้วยวิธีไหน มันก็ยากมากที่จะชนะ หรืออาจจะเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ำที่จะชนะ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราไม่มีทางออกเลยซะทีเดียว
เราคิดว่าสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดตอนนี้ คือ ‘ต้องเข้มแข็งและอดทน’ อยู่ในคุกให้มีความสุขที่สุด ……. ในเดือนแรก ๆ เราทุกข์มาก แต่นี่เดือนที่ 3 ได้ผ่านไปแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะมานั่งทรมานอีกแล้ว เราจะอยู่ให้มีความสุข กินให้อิ่ม นอนให้หลับ รักษาตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อที่ในวันที่เราได้ออกไปกอดคนที่เรารัก จะได้กอดได้ครบทุกคน
เราขอตัดสินใจอีกครั้ง ขอแจ้งยุติการอดอาหารและจำกัดการดื่มน้ำประท้วง นับตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค. เป็นต้นไป เราขอยืนยันว่าไม่ได้ละทิ้งอุดมการณ์หรือจุดยืนที่เคยมี เพียงแต่เราเลือกที่จะเปลี่ยนไปเล่นเกมนี้อย่างมีความสุขก็เท่านั้น
‘ความสุข’ คือ เกราะป้องกันความชั่วร้ายได้ ยิ่งเรามีความสุขได้มากเท่าไหร่ ความชั่วร้ายก็จะไม่มีวันทำอะไรได้อีก แล้วพบกันนะ อิสรภาพของฉัน”
“บ้านที่ไม่มีหลังคา น้ำตาสาวโรงงานเมื่อสามีถูกขังจาก มาตรา 112”
[[cms-media:4937]]
ภาพ: กัญญาพัศ ภรรยาผู้ต้องหาคดีมาตรา 112
“ทำได้เพียงแค่กอดเสื้อผ้าพี่เขาไว้ ไม่กล้ามานอนในห้องนอน เพราะเห็นภาพจำพี่เขาที่เคยหยอกล้อกัน คิดถึง” กัญญาพัศ ภรรยาของ อุดม ผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 ระบายความรู้สึกออกมาพร้อมกับน้ำตาที่ไหลไม่หยุดในช่วงเวลาที่ผู้สื่อข่าวสัมภาษณ์นานนับชั่วโมง

ภาพ : อุดมซื้อตั๋วรถไฟจากปราจีนบุรีไปนราธิวาส ตามคำนัดหมายของศาลและตำรวจเป็นเวลากว่า 3 ปี
อุดม หนุ่มโรงงานที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหามาตรา 112 ที่จังหวัดนราธิวาส กว่า 3 ปีที่อุดมและกัญญาพัศ เดินทางด้วยรถไฟจากจังหวัดปราจีนบุรีไปรายงานตัวและสู้คดีที่จังหวัดนราธิวาส ค่าแรงโรงงานทั้งสองคนถูกเจียดมาเป็นค่ารถ ค่าที่พัก ด้วยความเชื่อว่า ความยุติธรรมยังมีอยู่จริง แต่แล้ว ความเชื่อนั้นได้พังทลาย เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลจังหวัดนราธิวาส ว่าอุดมมีความผิด มีโทษจำคุก 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา และไม่ให้สิทธิประกันตัว คำพูดสุดท้ายที่กัญญาพัศจำได้ก่อนไม่ได้พบหน้ากัน อุดมถามเธอว่า “กลับบ้านคนเดียวได้หรือเปล่า” จากนั้นอุดมได้หันไปฝากฝังทนายความช่วยส่งกัญญาพัศ ผู้เป็นภรรยาสุดที่รักกลับบ้าน
กัญญาพัศสะพานเป้ 2 ใบเดินทางกลับรถไฟด้วยลำพัง และกอดเสื้อขาวที่อุดมใส่วันขึ้นศาลเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจไม่ให้ด่ำดิ่งลงไปในความทุกข์ เมื่อกลับมาถึงบ้าน ทรัพย์สินที่กัญญาพัศสร้างร่วมกับอุดมกลายเป็นภาระหนักอิ้ง ทั้ง บ้าน รถ และค่าใช้จ่ายดูแลลูก กัญญาพัศ สาวโรงงานเงินเดือน 11,000 บาทต้องรับผิดชอบลำพัง ทุกวันนี้กัญญาพัศต้องรับจ้างเด็ดพริกเป็นอาชีพเสริม เพื่อหาทางรักษาทรัพย์สินทั้งหมดเอาไว้ รอวันที่ “อุดม” ได้รับการประกันตัว

ภาพ : กัญญาพัศ ต้องรับจ้างเก็บพริก เพื่อหาเงินรักษาทรัพย์สินของอุดม
กัญญาพัศ เล่าว่า ทนายความขอยื่นประกันตัว 2 ครั้ง แต่ศาลไม่อนุญาต ให้เหตุผลว่า เกรงจะหลบหนี ซึ่งเธอรู้สึกว่า 3 ปีที่ผ่านมา เธอเดินเคียงข้างอุดมระยะทางกว่า1,200 กิโลเมตรไปขึ้นศาลยังพิสูจน์ไม่ได้หรือไม่ ว่าสามีเธอไม่มีเจตนาที่จะหลบหนี
“ถ้าหลบหนี หนูไม่ลำบากเดินทางจากปราจีนไปนราธิวาสหรอกจริงไหม เพราะเรามีเวลาหนี คิดได้ไงว่าเราจะหนี บ้านเราก็มีอยู่ งานการเราก็มี เราจะหนีไปไหน พยายามไปตามนัด รายงานตัวกับผู้ใหญ่บ้านทุกวันที่ 1ตลอด ไม่เคยคิดหนี เช่นเวลาไปสืบพยาน 3 วัน จะต้องเก็บเงินจากการทำโอทีเป็นค่าเดินทาง พอวันที่ศาลสั่งให้เข้าเรือนจำ ความหวังดับไปทุกอย่าง ภาระทุกอย่างตกที่หนู จากที่เขาขยันทำโอที 5 วันส่งค่าบ้านค่ารถ ส่วนตนส่งเงินให้ลูก การที่พี่เขาติดคุก เหมือนติดคุกไปทั้งครอบครัว เหมือนบ้านไม่มีหลังคา”
พรทิพย์ โม่งใหญ่ บก.โต๊ะรายงานพิเศษ




