อาจารย์ มช.ซัด ปั่นกระแส “เขียวตกขอบ” แย่งที่ทำกินมาเพิ่มพื้นที่ป่า

อาจารย์ มช. ซัดกระแสอนุรักษ์แบบเขียวตกขอบ ใช้วาทกรรม “ผืนป่าที่ถูกเฉือน” ปั่นความรู้สึกชนชั้นกลางอย่างจงใจ เลี่ยงไม่พูดว่าอุทยานแห่งชาติหลายแห่งแย่งที่ทำกินมาเพิ่มพื้นที่ป่า

(9 ก.ค. 67) จากกระแส #Saveทับลาน ที่มาแรง มีทั้งคนที่ออกมาเห็นด้วยว่าพื้นที่ป่าควรเป็นพื้นที่ป่า ควรรักษาเส้นแนวเขตของอุทยานแห่งชาติทับลานเอาไว้ตามเดิม อย่างที่เคยประกาศในปี 2524 และมีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย โดยยกเหตุผลว่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน มีการประกาศทับซ้อนที่ดินทำกินเดิมของชาวบ้าน 97 ชุมชน ที่เข้ามาตั้งรกรากกันตั้งแต่ช่วงประมาณ พ.ศ.2500 หรือก่อนหน้านั้น การปรับเส้นแนวเขตใหม่เป็นการคืนสิทธิในที่ดินทำกินให้กับชาวบ้านกลุ่มนี้ ที่ต้องตกเป็นจำเลยของรัฐ

ซึ่งนอกจากชาวเน็ต, NGO สายสิ่งแวดล้อม, NGO สายสิทธิที่ดินทำกิน ฯลฯ แล้วยังมีนักวิชาการที่ออกมาพูดถึงข้อถกเถียงดังกล่าวด้วย ศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า

“สิ่งที่พวกกลุ่มอนุรักษ์ตั้งใจไม่พูดถึงคือ อุทยานแห่งชาติหลายแห่ง จัดตั้งโดยไม่เคยสนใจที่จะสำรวจและกันพื้นที่ทำกินของชาวบ้านที่อยู่มาก่อนออกก่อนที่จะประกาศเป็นเขตป่า สนใจแต่จะเพิ่มพื้นที่ป่าให้มากเข้าไว้ แต่ไม่สนสี่สนแปดว่า ป่าที่จัดตั้งขึ้นนั้นไปแย่งที่ทำกินของใครเขามาบ้าง กลายเป็นชนวนความขัดแย้ง เผชิญหน้าระหว่างรัฐกับชุมชนเรื้อรังมานานหลายทศวรรษ อุทยานแห่งชาติทับลาน ก็เช่นกัน 

การใช้วาทกรรม "ผืนป่าที่ถูกเฉือน" ของกลุ่มอนุรักษ์บางกลุ่ม จึงเป็นการจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อปั่นกระแสเขียวตกขอบในหมู่ชนชั้นกลางอย่างจงใจ ทั้งที่ในความเป็นจริง  ผืนดินทำกินของชาวบ้านต่างหากที่ถูกเฉือนไปเซ่นป่าอนุรักษ์มานานหลายสิบปี อุทยานประกาศปี 2524 ชาวบ้านบางกลุ่มอยู่กันมาตั้งแต่ก่อนปี 2515 ด้วยซ้ำไป แบบนี้ไม่เรียกว่าอุทยานบุกรุกที่ชาวบ้าน จะให้เรียกว่าอะไร

การใช้ข้ออ้างเรื่องกลัวกลุ่มทุนจะมาฮุบที่เหมาเข่ง ดังนั้น จึงไม่ควรเพิกถอนป่าที่ไปแย่งชาวบ้านเขามา และคืนสิทธิให้กับเจ้าของที่ดินที่อยู่มาก่อน จึงเป็นตรรกะที่วิบัติมาก 

ที่น่าแปลกคือ สื่อส่วนใหญ่ก็พากันไปกับกระแสเขียวตกขอบ แทบไม่เห็นสื่อไหนที่เสนอข้อเท็จจริงจากชาวบ้านในพื้นที่”

ทั้งนี้ที่ดินอุทยานที่ต้องส่งมอบให้ สปก. ตามเขตแนวใหม่นั้น มีทั้งหมด 265,286 ไร่ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม  คือ

กลุ่ม 1 เนื้อที่ 58,582 ไร่ เนื้อที่ป่าอุทยานทับซ้อนกับที่ดินแนวเขตปฏิรูปในอ.วังน้ำเขียว อ.ครบุรี อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา 

กลุ่มที่ 2 พื้นที่ทับซ้อนกับโครงการจัดสรรที่ดินทำกินแก่ราษฎรยากไร้ ซึ่งเป็นกลุ่มชาวบ้านที่เข้ามาทำกินก่อนที่จะมีการวัดแนวเขตอุทยานกว่า 20 ปี พื้นที่ 59,183 ไร่ ตั้งใน.อ.เสิงสาง อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา และอ.นาคี จ.ปราจีนบุรี 

และกลุ่มที่ 3 กลุ่มนายทุน ที่สร้างรีสอร์ทและบ้านพักตากอากาศ และกลุ่มประชาชนที่ถือครองโดยปกติ ในพิ้นที่อ.วังน้ำเขียว อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา และ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี 152,072 ไร่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อาจารย์ มช.ซัด ปั่นกระแส “เขียวตกขอบ” แย่งที่ทำกินมาเพิ่มพื้นที่ป่า | Workpoint News